⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 157/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การลงโทษทางวินัยที่ลูกจ้างและนายจ้างยอมรับแล้ว ถือเป็นที่สุด แม้ต่อมาลูกจ้างจะถูกลงโทษทางอาญาในความผิดเดียวกัน ก็ไม่อาจนำการกระทำอันเดียวกันนั้นมาเป็นเหตุเลิกจ้างลูกจ้างอีกได้ หากผลคดีอาญาไม่ทำให้ลูกจ้างขาดคุณสมบัติการเป็นพนักงาน

ย่อคำพิพากษา

ลูกจ้างได้อุทธรณ์คำสั่งของนายจ้างที่ลงโทษ ให้ออกจนเป็นผลให้มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมจากให้ ออกเป็นลดขั้นเงินเดือน 4 ขั้น ถือว่าการลงโทษทาง วินัยดังกล่าวเป็นที่สุดโดยลูกจ้างและนายจ้างต่างพอใจ ในการลงโทษไปแล้วแม้ต่อมานายจ้างจะได้ร้องทุกข์ กล่าวหาลูกจ้างในการกระทำครั้งเดียวกัน ความผิดทางวินัยเป็นมูลความผิดทางอาญาอีก และศาลอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ลูกจ้างได้กระทำผิด ตามข้อหาก็ตาม ก็เป็นความรับผิดทางอาญาของลูกจ้าง เป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งแยกพิจารณาจากความผิดทางวินัย ของลูกจ้างได้ เมื่อผลคดีอาญาไม่ทำให้ลูกจ้างไม่มีคุณสมบัติการเป็นพนักงานของนายจ้าง นายจ้างก็จะนำเอาการกระทำอันเดียวกันซึ่งลูกจ้างถูกลงโทษทางวินัยไปแล้วและเป็นเหตุซ้ำซ้อนเหตุเดียวกันมาเป็นเหตุเลิกจ้างลูกจ้างอีกไม่ได้ ศาลแรงงานพิพากษา ให้นายจ้างรับลูกจ้างนั้นเข้าทำงานต่อไปได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.10

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลงโทษทางวินัยด้วยการเลิกจ้างโจทก์ในมูลความผิดเดียวกันซ้ำสอง เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมหากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ ให้ชำระค่าเสียหายให้โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์มีความผิดตามระเบียบข้อบังคับจำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นธรรมแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าที่ได้รับในขณะเลิกจ้างในอัตราเงินเดือนเดือนละ 8,200 บาทและชำระค่าจ้างหรือเงินเดือนค้างจ่ายจำนวน 1,474 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาสรุปได้ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยได้กระทำความผิดในหน้าที่โดยแก้ไขเพิ่มเติมใบเสนอราคาขายอันเป็นความผิดทางวินัย ฝ่าฝืนข้อบังคับองค์การแบตเตอรี่ว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ. 2522 เอกสารหมาย จ.6 จำเลยจึงมีคำสั่งให้ออกโดยเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2532โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อประธานกรรมการของจำเลย ซึ่งมีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงการลงโทษจากให้ออกเป็นลงโทษลดขั้นเงินเดือน4 ขั้น และให้กลับเข้าทำงานใหม่เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2532 ต่อมาโจทก์ถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาความผิดเกี่ยวกับเอกสารที่สืบเนื่องมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมใบเสนอราคาขายที่เป็นมูลเหตุให้ถูกลงโทษทางวินัย จำเลยได้มีคำสั่งพักงานโจทก์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2532 หลังจากนั้นศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกโจทก์ 4 เดือน ปรับ 1,000 บาท โทษจำให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี คดีถึงที่สุดโจทก์จึงขอกลับเข้าทำงาน แต่จำเลยมีคำสั่งที่ 172/2534 ไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน และงดจ่ายเงินค่าจ้างระหว่างพักงาน ซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยนำเอามูลคดีที่จำเลยลงโทษทางวินัยซึ่งยุติไปแล้วมาลงโทษทางวินัยโจทก์ซ้ำอีกคำสั่งที่ 172/2534 จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นผู้ต้องคำพิพากษาของศาลอาญาว่าได้กระทำความผิดและไม่เป็นที่ไว้วางใจของนายจ้าง จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างได้ทั้งการออกคำสั่งของจำเลยที่ออกคำสั่งหลายครั้งเป็นการออกคำสั่งเกี่ยวกับพฤติการณ์ของโจทก์เป็นช่วง ๆตามระเบียบปฏิบัติและตามข้อบังคับว่าด้วยการพนักงานของจำเลยพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ลุกจ้างของจำเลยอาจถูกลงโทษทางวินัยได้ตามข้อบังคับขององค์การแบตเตอรี่ว่าด้วยการพนักงานพ.ศ. 2522 ซึ่งมีโทษไล่ออก ปลดออก ให้ออก หรือเลิกจ้างลดขั้นเงินเดือน ตัดเงินเดือน และภาคทัณฑ์ รวม 6 สถานตามข้อ 40 ของข้อบังคับว่าด้วยการพนักงานของจำเลยที่อ้างถึงการถูกลงโทษทางวินัยดังกล่าวลูกจ้างอาจอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อผู้บังคับบัญชาของตนได้ ซึ่งผู้บังคับบัญชามีอำนาจเปลี่ยนแปลงคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามข้อ 55 ของข้อบังคับได้ เมื่อกล่าวโดยเฉพาะในกรณีของโจทก์จะเห็นว่า โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่เลิกจ้างโจทก์ต่อผู้บังคับบัญชาแล้ว เป็นผลให้มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมจากให้ออกเป็นลดขั้นเงินเดือน 4 ขั้น จึงถือได้ว่าการลงโทษทางวินัยในข้อหาที่เป็นการกระทำผิดแก้ไขเพิ่มเติมใบเสนอราคาขายเป็นที่สุดโดยโจทก์และจำเลยต่างพอใจในการลงโทษไปแล้วแม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏต่อมาว่าจำเลยได้ร้องทุกข์กล่าวหาโจทก์ในการกระทำครั้งเดียวกับความผิดทางวินัยเป็นมูลความผิดทางอาญาอีก และศาลอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า โจทก์ได้กระทำผิดตามข้อหาก็ตามก็เป็นความรับผิดทางอาญาของโจทก์เป็นอีกส่วนหนึ่งซึ่งแยกพิจารณาจากความผิดทางวินัยของโจทก์ได้ เมื่อผลของคดีอาญาไม่ทำให้โจทก์ไม่มีคุณสมบัติการเป็นพนักงานของจำเลยต่อไปจำเลยก็จะนำเอาการกระทำอันเดียวกันซึ่งโจทก์ถูกลงโทษทางวินัยไปแล้วและเป็นเหตุซ้ำซ้อนเหตุเดียวกันมาเป็นเหตุเลิกจ้างโจทก์อีกไม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีและพิพากษาให้รับโจทก์เข้าทำงานชอบแล้ว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 157/2536 พันจ่าอากาศเอก สุเทพ นพ คุณ โจทก์ องค์การ แบตเตอรี่ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พันจ่าอากาศเอก สุเทพ นพ คุณ · จำเลย - องค์การ แบตเตอรี่
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุชาติ สุขสุมิตร · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · ประพัฒน์ อุชุภาพ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6877/2544ฎีกา 7083/2548ฎีกา 5396/2540ฎีกา 1221/2549ฎีกา 378/2531ฎีกา 7044/2537ฎีกา 4921/2532ฎีกา 2093/2532ฎีกา 859/2527ฎีกา 6252/2540ฎีกา 1850/2547ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 4369/2530ฎีกา 6000-6040/2544ฎีกา 14399-14401/2553ฎีกา 15617/2558ฎีกา 3041/2531ฎีกา 1352/2542ฎีกา 5678/2530ฎีกา 3493-3494/2531ฎีกา 3365/2533ฎีกา 2157/2543ฎีกา 1486/2549ฎีกา 295/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา