คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3030/2536
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร้องสอดเข้ามาเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนเองในคดีที่ตนมิได้เป็นคู่ความมาแต่ต้น ต้องยื่นคำร้องขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น หาใช่มายื่นภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้วไม่
ย่อคำพิพากษา
กรณีตามคำร้องของผู้ร้องสอดเป็นการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งมิใช่กรณีที่จะร้องสอดในชั้นบังคับคดีเพราะผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีมาแต่ต้น ผู้ร้องเป็นทายาทของ ป. เช่นเดียวกับจำเลยที่ 3การร้องสอดของผู้ร้องมีลักษณะเข้ามาเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิในการรับมรดกของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1)ซึ่งเป็นการเข้ามาต่อสู้คดีกับโจทก์ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ผู้ร้องจึงต้องยื่นคำร้องดังกล่าวขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น หาใช่มายื่นภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้วไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ยฟ้องให้จำเลยที่ 1และที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ภริยาของนายบุญมา มูลตะกร ผู้ปกครองทรัพย์มรดกและเป็นทายาทของนายบุญมาผู้ตายชำระเงินจำนวน 498,684บาท ซึ่งโจทก์ได้ชำระแก่ธนาคารทหารไทย จำกัด เจ้าหนี้แทนจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายบุญมาในฐานะผู้ค้ำประกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 498,684 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์
ผู้ร้องยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องเป็นบุตรของนายบุญมากับจำเลยที่ 3 และเป็นทายาทของนายบุญมา จำเลยที่ 3 มิได้ยื่นอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดสำหรับจำเลยที่ 3 แต่นายบุญมาไม่จำต้องรับผิดตามฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องทายาทผู้รับมรดกของนายบุญมาให้รับผิดอีก คดีโจทก์ขาดอายุความ คำพิพากษาของศาลมีผลกระทบต่อสิทธิในการรับมรดกของผู้ร้อง ดังนี้ผู้ร้องจึงต้องร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยในชั้นบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57(1) ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดชำระหนี้ของทายาทผู้รับมรดกจากนายบุญมา โดยขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำร้องของผู้ร้องมีใจความสำคัญว่านายบุญมา มูลตะกร ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และผู้เป็นทายาทโดยธรรมผู้รับมรดกของนายบุญมาให้รับผิดต่อโจทก์ และนายบุญมาตายไปเกิน 1 ปีแล้ว โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ คดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องแล้ว ขอให้เพิกถอนคำพิพากษาในส่วนที่ทายาทโดยธรรมของนายบุญมาต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เห็นว่า กรณีตามคำร้องของผู้ร้องสอดเป็นการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 3 ซึ่งมิใช่กรณีจะร้องสอดในชั้นบังคับคดีเพราะผู้ร้องมิได้เป็นคู่ความในคดีมาแต่ต้น ผู้ร้องเป็นทายาทของนายบุญมาเช่นเดียวกับจำเลยที่ 3 การร้องสอดของผู้ร้องมีลักษณะเข้าเพื่อให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิในการรับมรดกของตนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) ตามคำร้องเห็นได้ชัดว่าเป็นกรณีที่เข้ามาต่อสู้คดีกับโจทก์ตั้งแต่ศาลชั้นต้นดังนั้นจึงต้องยื่นคำร้องดังกล่าวขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น หาใช่มายื่นขอให้เพิกถอนคำพิพากษาภายหลังศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้วไม่ ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้วศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3030/2536
วัด ป่า สามัคคี ธรรม โจทก์
นางสาว พรพิศ มูลตะกร โดย ผู้ร้อง
นาง พุทธา มูลตะกร ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ร้อง
นาย สม จิต ต์ ประ นัด ทา กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - วัด ป่า สามัคคี ธรรม · ผู้ร้อง - นางสาว พรพิศ มูลตะกร โดย · ผู้ร้อง - นาง พุทธา มูลตะกร ผู้แทนโดยชอบธรรม · จำเลย - นาย สม จิต ต์ ประ นัด ทา กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · สุรินทร์ นาควิเชียร · สุวรรณ ตระการพันธุ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา