⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1033/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1033/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ย่อมทำให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้น แม้การได้มาซึ่งการครอบครองนั้นจะมิได้จดทะเบียนตามกฎหมายก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

แม้ ส. ได้ชำระเงินค่าไถ่ที่ดินพิพาทจากการขายฝากแล้วมิได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม แต่การครอบครองที่ดินพิพาทของ ส.นับแต่บัดนั้นส.ย่อมมีเจตนายึดถือเพื่อตนเมื่อผู้ร้องได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากส.โดยส.มอบการครอบครองให้ แล้วผู้ร้องได้ครอบครองที่พิพาทมาจนส.ถึงแก่กรรมและหลังจากนั้นจนถึงวันที่ผู้ร้องมาร้องต่อศาลขอแสดงกรรมสิทธิ์ ก็ไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้โต้แย้งการครอบครองของผู้ร้องแต่ประการใด ถือว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันตลอดมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ผู้ร้องย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า นางสิน ใจธรรม ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่67 และ 887 ไปขายฝากกับจ่าสิบเอกสุรชัย วรพรพิสิฐพล มีกำหนด2 ปี ต่อมานางสิน ได้ชำระเงินไถ่ถอนการขายฝากครบถ้วนและได้รับโฉนดที่ดินคืนแล้ว แต่ไม่ได้จดทะเบียนการไถ่ถอน นางสินจึงได้ครอบครองที่ดินทั้งสองโฉนดดังกล่าวนับแต่นั้นเป็นต้นมาโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ต่อมานางสินได้ยกที่ดินทั้งสองแปลงให้ผู้ร้อง หลังจากนั้นผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยสงบเปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของต่อมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และให้ใส่ชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้ซื้อฝากที่ดินพิพาทจากนางสินโดยมีกำหนดไถ่คืนภายใน 2 ปี เมื่อครบกำหนดไถ่แล้วนางสินไม่ไถ่คืนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงจึงตกเป็นของผู้คัดค้านนับแต่ซื้อฝาก หลังจากนั้นนางสินได้ขออาศัยอยู่ในที่ดินต่อมา จึงไม่มีอำนาจยกที่ดินให้แก่ผู้ร้อง ดังนั้นผู้ร้องจึงอยู่ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิของผู้คัดค้านด้วย ผู้ร้องไม่อาจมาร้องแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ได้ขอให้ยกคำร้องขอ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ผู้ร้องอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นรับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 67เลขที่ดิน 31 และโฉนดเลขที่ 887 เลขที่ดิน 20 ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 13 บ้านมุ่งลำใย ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ให้ใส่ชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลง ผู้คัดค้านฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2517 นางสิน ใจธรรม ยายของผู้ร้องได้นำที่ดินพิพาทขายฝากแก่ผู้คัดค้านมีกำหนดไถ่คืนใน 2 ปีเมื่อขายฝากแล้วนางสินกับผู้ร้องครอบครองทำกินในที่พิพาทตลอดมา หลังจากนางสินถึงแก่กรรมแล้วผู้ร้องก็ครอบครองทำกินในที่พิพาท ต่อมามีปัญหาตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยการครอบครองแล้วหรือไม่เชื่อว่าฝ่ายนางสินผู้ขายฝากโดยนายปรารถนาได้นำเงินไปชำระค่าไถ่ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากผู้คัดค้านเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม2519 จริง ผู้คัดค้านจึงได้คืนโฉนดที่ดินเอกสารหมาย ร.1 และ ร.2ให้แก่นายปรารถนา และบันทึกไว้ชัดเจนในด้านหลังเอกสารหมาย ร.4เช่นนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านางสินได้ชำระเงินค่าไถ่ที่ดินพิพาทคืนจากผู้คัดค้านแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2519 แม้มิได้จดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม การครอบครองที่ดินพิพาทนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมานางสินย่อมต้องมีเจตนายึดถือการครอบครองเพื่อตน เมื่อผู้ร้องได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทต่อจากนางสินโดยนางสินมอบการครอบครองให้ด้วยการแสดงเจตนาผู้ร้องจึงรับมอบการครอบครองตั้งแต่ปี 2520 เป็นต้นมา ทั้งตั้งแต่ก่อนนางสินถึงแก่กรรมจนกระทั่งนางสินถึงแก่กรรมและหลังจากนั้นจนถึงวันที่ผู้ร้องมาร้องต่อศาลขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านได้โต้แย้งคัดค้านการครอบครองของผู้ร้องแต่ประการใด ถือว่าผู้ร้องครอบครองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันตลอดมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ผู้ร้องย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 67 และ 887 ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้วจังหวัดนครราชสีมา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษา ให้ใส่ชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงนั้นไม่ถูกต้องเพราะเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องไปดำเนินการให้มีชื่อของตนทางทะเบียนเองปัญหาข้อนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็พิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องได้" พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 67 เลขที่ดิน 31 และโฉนดเลขที่ 887 เลขที่ดิน 20 ตั้งอยู่หมู่ที่ 13 บ้านมุ่งลำใย ตำบลสีคิ้ว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามกฎหมาย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1033/2537 นาง ประพิธ สมบุญจันทึก ผู้ร้อง พันตรี สุรชัย วรพรพิสิฐ พล ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - นาง ประพิธ สมบุญจันทึก · ผู้คัดค้าน - พันตรี สุรชัย วรพรพิสิฐ พล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย รังสิกรรพุม · สังเวียน รัตนมุง · ชลอ บุณยเนตร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 726/2493ฎีกา 1589/2567ฎีกา 3375/2532ฎีกา 472/2526ฎีกา 9788/2553ฎีกา 2675/2527ฎีกา 945/2537ฎีกา 5473/2548ฎีกา 759/2494ฎีกา 1219-1222/2526ฎีกา 1564/2529ฎีกา 231/2482ฎีกา 1280/2492ฎีกา 955/2535ฎีกา 472/2513ฎีกา 107/2493ฎีกา 1368/2510ฎีกา 529/2497ฎีกา 4415/2528ฎีกา 383/2490ฎีกา 3081/2527ฎีกา 781/2538ฎีกา 4258/2541ฎีกา 1539/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ