⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2315/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2315/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปี ย่อมทำให้ผู้ครอบครองได้กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์นั้น แม้ผู้ครอบครองจะสำคัญผิดว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นของตนเองก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ที่พิพาทเป็นของจำเลย โจทก์ทั้งสองครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปีแล้วแม้จะครอบครองโดยสำคัญผิดว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสองเอง หากแต่ต้องถือว่าเป็นการครอบครองที่ดินของบุคคลอื่น ดังนี้โจทก์ทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทตามนัยแห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 หาจำต้องเป็นการครอบครองโดยรู้ว่าที่พิพาทเป็นที่ดินของบุคคลอื่นไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยนำรถแทรกเตอร์ไถคันดินและทำลายต้นไม้ของโจทก์ทั้งสองคิดเป็นเนื้อที่ 2 งาน 89 ตารางวา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 358, 362, 363, 365, 90, 91 และพิพากษาว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองของโจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่พิพาทภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำบังคับ และห้ามเกี่ยวข้องอีก ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยบุกรุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 5517 ของจำเลยขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวห้ามเกี่ยวข้อง และให้ยกฟ้องในส่วนอาญา จำเลยอุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีข้อวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในข้อกฎหมายว่าการที่โจทก์ทั้งสองครอบครองที่พิพาทซึ่งเป็นของจำเลยโดยเข้าใจว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองติดต่อกันเป็นเวลานานกว่า 10 ปีแล้วดังนี้ โจทก์ทั้งสองจะได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองครอบครองที่พิพาทโดยเข้าใจว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองจะครอบครองมานานเพียงใดก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เพราะตามหลักของบทมาตราดังกล่าวจะต้องเป็นการครอบครองที่ดินของบุคคลอื่นเท่านั้นเห็นว่าการวินิจฉัยข้อกฎหมายเช่นว่านี้ศาลฎีกาจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดของจำเลย แต่ถูกโจทก์ทั้งสองครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมากว่า 10 ปีแล้ว เห็นว่าเมื่อที่พิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดของจำเลย แต่โจทก์ทั้งสองครอบครองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แม้โจทก์ทั้งสองจะครอบครองโดยสำคัญผิดว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสอง ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสองเองหากแต่ต้องถือว่าโจทก์ทั้งสองครอบครองที่ดินของบุคคลอื่น ดังนี้ โจทก์ทั้งสองย่อมได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาทตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 หาจำต้องเป็นการครอบครองโดยโจทก์ทั้งสองต้องรู้ว่าที่พิพาทเป็นที่ดินของจำเลยด้วยไม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2315/2537 นาย สุวิน พิมพ์ ทอง กับพวก โจทก์ นาย ถวิล กมลมาลย์หรือกมลมารย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สุวิน พิมพ์ ทอง กับพวก · จำเลย - นาย ถวิล กมลมาลย์หรือกมลมารย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)นาม ยิ้มแย้ม · สุวรรณ ตระการพันธุ์ · สุรินทร์ นาควิเชียร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 726/2493ฎีกา 1589/2567ฎีกา 3375/2532ฎีกา 472/2526ฎีกา 9788/2553ฎีกา 2675/2527ฎีกา 945/2537ฎีกา 5473/2548ฎีกา 759/2494ฎีกา 1219-1222/2526ฎีกา 1564/2529ฎีกา 231/2482ฎีกา 1280/2492ฎีกา 955/2535ฎีกา 472/2513ฎีกา 107/2493ฎีกา 1368/2510ฎีกา 529/2497ฎีกา 4415/2528ฎีกา 383/2490ฎีกา 3081/2527ฎีกา 781/2538ฎีกา 4258/2541ฎีกา 1539/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ