⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5833/2537

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5833/2537

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 ผู้ฟ้องต้องบรรยายจำนวนค่าทดแทนที่ตนเห็นว่าพึงได้รับ และคำขอท้ายฟ้องต้องเป็นการให้บังคับชำระค่าทดแทนเพิ่มขึ้น.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้เวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์โดยกำหนดค่าทดแทนเฉพาะที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นเงิน 180,000 บาท ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ต่อกระทรวงมหาดไทยจำเลยในฐานะผู้วินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยมีคำวินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนให้โจทก์อีก 120,000 บาท ซึ่งยังไม่ใช่ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตามสภาพและที่ตั้งของที่ดินการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการให้เป็นไปตามความในมาตรา 21 วรรคหนึ่ง และวรรคสามแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530ดังนั้นเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้อง เป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 โจทก์จึงต้องบรรยายว่าค่าทดแทนที่ตนควรได้รับชำระมีจำนวนเท่าใด และคำขอท้ายฟ้องต้องเป็นเรื่องให้บังคับผู้มีอำนาจในการเวนคืนชำระค่าทดแทนเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีมีคำวินิจฉัยตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงจำนวนค่าทดแทนที่โจทก์เห็นว่าตนเองพึงได้รับทั้งเพียงแต่ขอให้จำเลยดำเนินการให้เป็นไปตามบทกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นอ้างเท่านั้น จึงขาดสาระสำคัญของการฟ้องคดีตามบทบัญญัติมาตรา 26 วรรคแรก แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 ไม่มีทางที่จะพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดได้ และแม้โจทก์บรรยายฟ้องมาด้วยว่าการที่จำเลยในฐานะผู้วินิจฉัยอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยไม่ถูกต้อง เป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์ก็มิได้มีคำขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง ต้องยกฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2503 ม.21 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2503 ม.26

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย จำเลยและผู้เกี่ยวข้องในฐานะเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 ได้เวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดเลขที่ 87232ถึง 87234 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรีที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 60 ตารางวา ถูกเวนคืนทั้งหมดพร้อมกับสิ่งปลูกสร้างคือบางส่วนของอาคารและรั้วคอนกรีตบล็อกเพื่อสร้างทางด่วนสายบางโคล่-แจ้งวัฒนะ จำเลยได้กำหนดค่าทดแทนเฉพาะที่ดินที่ถูกเวนคืนจำนวน 60 ตารางวา เพียงตารางวาละ 3,000 บาทเป็นเงิน 180,000 บาท ซึ่งเป็นราคาเดียวกับการประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21 วรรคหนึ่ง(3) โดยมิได้คำนึงถึงมาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1)(2)(4) และ (5) ต่อมาจำเลยในฐานะผู้วินิจฉัยอุทธรณ์ได้เพิ่มเงินค่าทดแทนให้โจทก์ เป็นเงิน120,000 บาท ซึ่งรวมกับของเดิมเป็นเงิน 300,000 บาท หรือคิดเป็นตารางวาละ 5,000 บาท ซึ่งก็มิได้เป็นราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด ตามสภาพและที่ตั้งของที่ดิน ที่จะให้ความเป็นธรรมแก่โจทก์ในฐานะผู้ถูกเวนคืนและแก่สังคม ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา 21 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการจงใจละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในเรื่องสิทธิเรียกร้องและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามมาตรา 422แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการให้เป็นไปตามความในมาตรา 21 วรรคหนึ่งและวรรคสามแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งว่า คำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวให้แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาว่า จำเลยกระทำการส่วนใดบ้างอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ ละเมิดอย่างไร ไม่ดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 อย่างไร และก่อให้เกิดความเสียหายอะไรแก่โจทก์ ทั้งคำขอท้ายฟ้องก็มิได้ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ปฎิบัติการใดต่อโจทก์ เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ให้ยกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พิเคราะห์แล้วตามคำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายได้ความว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้เวนคืนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์โดยกำหนดค่าทดแทนเฉพาะที่ดินที่ถูกเวนคืนรวม 3 โฉนด เป็นจำนวนเนื้อที่ 60 ตารางวาตารางวาละ 3,000 บาทเป็นเงิน 180,000 บาท ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ต่อจำเลยในฐานะผู้วินิจฉัยอุทธรณ์ จำเลยมีคำวินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนให้โจทก์อีก 120,000 บาทโดยกำหนดให้ตารางวาละ5,000 บาท ซึ่งค่าทดแทนที่โจทก์จะได้รับตามที่จำเลยกำหนดเพิ่มแล้วดังกล่าวยังไม่ใช่ราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดตามสภาพและที่ตั้งของที่ดิน การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายด้วย ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการให้เป็นไปตามความในมาตรา 21 วรรคหนึ่ง และวรรคสามแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 เห็นว่า การที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้อง เป็นการใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคแรกซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา 25 มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี และเมื่อมีการนำคดีดังกล่าวมาฟ้องมาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติต่อไปว่าในกรณีที่ศาลวินิจฉัยให้ชำระค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำ ดังนี้ โดยนัยแห่งบทบัญญัติ ดังกล่าว แสดงว่าการฟ้องคดีตามที่มาตรา 26 วรรคแรกบัญญัติไว้เป็นการฟ้องคดีเพื่อให้ศาลบังคับผู้มีอำนาจในการเวนคืนหรือควบคุมการเวนคืนให้ชำระค่าทดแทนแก่ผู้เป็นโจทก์เพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีมีคำวินิจฉัยเพราะมิฉะนั้นมาตรา 26 วรรคสาม คงจะไม่บัญญัติถึงดอกเบี้ยของค่าทดแทนที่ศาลวินิจฉัยให้ได้รับชำระเพิ่ม ผู้เป็นโจทก์จึงต้องบรรยายมาในคำฟ้องด้วยว่าค่าทดแทนที่ตนควรได้รับชำระมีจำนวนเท่าใดและคำขอท้ายฟ้องต้องเป็นเรื่องให้บังคับผู้มีอำนาจในการเวนคืนหรือควบคุมการเวนคืนชำระค่าทดแทนเพิ่มขึ้นจากที่รัฐมนตรีมีคำวินิจฉัย คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์หาได้บรรยายถึงจำนวนค่าทดแทนที่โจทก์เห็นว่าตนเองพึงได้รับแต่ประการใดไม่ ทั้งคำขอท้ายฟ้องก็เพียงแต่ขอให้จำเลยดำเนินการให้เป็นไปตามบทกฎหมายที่โจทก์ยกขึ้นอ้างเท่านั้น คำฟ้องขอโจทก์จึงขาดสาระสำคัญของการฟ้องคดีตามบทบัญญัติมาตรา 26 วรรคแรกแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ไม่มีทางที่ศาลจะพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดได้ และแม้โจทก์บรรยายฟ้องมาด้วยว่าการที่จำเลยในฐานะผู้วินิจฉัยอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยไม่ถูกต้อง เป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์ก็มิได้มีคำขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งวินิจฉัยว่าคำฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง และให้ยกฟ้องจึงชอบแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5833/2537 พัน ตำรวจ ตรี นิตินัย จันทร วิจิตร โจทก์ กระทรวงมหาดไทย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พัน ตำรวจ ตรี นิตินัย จันทร วิจิตร · จำเลย - กระทรวงมหาดไทย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราโมทย์ บุนนาค · สุทธิ นิชโรจน์ · ปราโมทย์ ชพานนท์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 6105/2531ฎีกา 56/2520ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 119/2532ฎีกา 1687/2497ฎีกา 1189/2495ฎีกา 1620/2492ฎีกา 1510/2520ฎีกา 3601/2530ฎีกา 2383/2536ฎีกา 759/2519ฎีกา 6196/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา