คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 818/2537
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 จะได้รับความคุ้มครองก็ต่อเมื่อเป็นการเช่าเพื่อ "ทำนา" ซึ่งหมายถึงการเพาะปลูกข้าวหรือ "พืชไร่" เท่านั้น โดยพืชไร่จะหมายถึงพืชที่ต้องการน้ำน้อยและอายุสั้น หรือสามารถเก็บเกี่ยวครั้งแรกได้ภายในสิบสองเดือน
ย่อคำพิพากษา
ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524มาตรา 21 บัญญัติว่า "ทำนา" หมายความว่าการเพาะปลูกข้าวหรือพืชไร่ "พืชไร่" หมายความว่าพืชซึ่งต้องการน้ำน้อยและอายุสั้น หรือสามารถเก็บเกี่ยวครั้งแรกได้ภายในสิบสองเดือน เมื่อจำเลยเช่า ที่ดินทำสวนปลูกฝรั่ง พันธุ์เวียตนาม มะม่วง และมะพร้าวโดยส่วนใหญ่ ปลูกฝรั่ง พันธุ์เวียตนามซึ่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก ฉะนั้น แม้ฝรั่ง พันธุ์เวียตนามจะเก็บเกี่ยวผลครั้งแรกได้ภายใน 8 เดือน ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นพืชไร่ ส่วนมะม่วง มะพร้าว เป็นไม้ยืนต้น มีอายุยืนนานไม่เป็นพืชไร่เช่นกัน จึงไม่เป็นการเช่าที่ดินที่ได้รับ ความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2424
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม.21 พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม.26
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 14158 ที่ดินดังกล่าวมีบ้านเลขที่ 16/2 ซึ่งเป็นโรงหลังคามุงจากที่จำเลยและบริวารอาศัยอยู่โดยไม่มีสิทธิโจทก์ทั้งสองไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่อาศัยอีกต่อไป จึงให้จำเลยรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินดังกล่าวหลายครั้งแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 14158 ให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 16/2 ออกจากที่ดินและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 20,000 บาท และค่าเช่ารายปีอีกปีละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกไปจากที่ดินพิพาท
จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยทำสัญญาเช่าจากนายมณีและนายนิคมเพื่อทำสวนเพาะปลูกพืชไร่จำพวกฟักแฟงแตง มะเขือ และฝรั่งพันธุ์เวียตนามมาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2526การเช่าดังกล่าวเป็นการเช่านาตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 จึงมีกำหนดระยะเวลาเช่า 6 ปีตามกฎหมายดังกล่าว อายุการเช่ายังไม่ถึงกำหนด โจทก์ทั้งสองฟ้องขับไล่จำเลยไม่ได้ และโจทก์ทั้งสองมิได้บอกเลิกสัญญาเช่าให้จำเลยทราบล่วงหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี ก่อนสิ้นระยะเวลาการเช่าตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 14158 ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายออกจากที่ดินพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การเช่าที่ดินพิพาทเป็นการเช่าที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 หรือไม่อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างวินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 และ 247ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างวินิจฉัยมาฟังได้ว่า จำเลยเช่าที่ดินพิพาททำสวนปลูกฝรั่งพันธุ์เวียตนาม มะม่วง และมะพร้าว โดยส่วนใหญ่ปลูกฝรั่งพันธุ์เวียตนามซึ่งเป็นพืชที่ต้องใช้น้ำมาก ที่จำเลยฎีกาว่าการทำสวนของจำเลยดังกล่าวเป็นการเพาะปลูกพืชไร่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 หมวด 2 การเช่านา มาตรา 21 บัญญัติว่า "ในหมวดนี้ ฯลฯ "ทำนา" หมายความว่าการเพาะปลูกข้าวหรือพืชไร่ "พืชไร่" หมายความว่าพืชซึ่งต้องการน้ำน้อยและอายุสั้นหรือสามารถเก็บเกี่ยวครั้งแรกได้ภายในสิบสองเดือน ฯลฯ " เมื่อจำเลยเช่าที่ดินพิพาททำสวนปลูกฝรั่งพันธุ์เวียตนาม มะม่วง และมะพร้าวโดยส่วนใหญ่ปลูกฝรั่งพันธุ์เวียตนามซึ่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก ฉะนั้นแม้ฝรั่งพันธุ์เวียตนามจะเก็บเกี่ยวผลครั้งแรกได้ภายใน 8 เดือนก็ถือไม่ได้ว่าเป็นพืชไร่ ตามนัยแห่งบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนมะม่วงมะพร้าว เป็นไม้ยืนต้น มีอายุยืนนาน ไม่เป็นพืชไร่เช่นกัน ดังนั้นการเช่าที่ดินพิพาทจึงไม่เป็นการเช่าที่ดินเพื่อทำนาและไม่เป็นการเช่าที่ดินที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 818/2537
นาย บุญ ชู ทอง มังกร กับพวก โจทก์
นาย เจือ แก้ว สมบูรณ์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย บุญ ชู ทอง มังกร กับพวก · จำเลย - นาย เจือ แก้ว สมบูรณ์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ชัยนาท พันตาวงศ์ · สะสม สิริเจริญสุข · กู้เกียรติ สุนทรบุระ |
| แหล่งที่มา | เนติบัณฑิตยสภา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา