⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2515/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2515/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาขายลดเช็คมีผลผูกพันเมื่อผู้ทำสัญญาได้ลงลายมือชื่อในสัญญา แม้จะไม่มีพยานลงชื่อในสัญญา และข้อตกลงในสัญญาขายลดเช็คที่ระบุให้ผู้ขายเช็คชำระเงินทันทีเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมีผลบังคับได้ แม้เช็คจะเรียกเก็บเงินไม่ได้ก็ตาม สัญญาขายลดเช็คไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้ จึงมีอายุความ 10 ปี

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองให้การว่า จ. ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาขายลดเช็คในฐานะผู้ให้สัญญาแต่ฝ่ายเดียว จึงเป็นคำเสนอของ จ. ยังไม่เกิดเป็นสัญญาที่บังคับได้ ดังนี้ คำให้การจำเลยทั้งสองดังกล่าวเท่ากับจำเลยทั้งสองให้การยอมรับว่า จ. ได้ลงลายมือชื่อทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์แล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองที่ว่า ตามปกติ จ. จะลงลายมือชื่อในเอกสารเป็นลายเซ็น ไม่ใช่ลายมือเขียน ลายมือชื่อในช่องผู้ให้สัญญาในสัญญาขายลดเช็คจะเป็นลายเซ็นของ จ. หรือไม่ ไม่ทราบ จึงฟังไม่ขึ้น สัญญาขายลดเช็คไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เมื่อผู้ทำสัญญาได้ลงลายมือชื่อในสัญญาแล้วแม้จะมีพยานหรือไม่มีพยานลงลายมือชื่อในสัญญา สัญญาก็มีผลบังคับได้หากจะมีการเพิ่มเติมชื่อพยานลงในสัญญาภายหลังโดยไม่ได้แก้ไขข้อความก็ไม่ทำให้สัญญาเสียไป แม้ตามสัญญาขายลดเช็คจะมีข้อความว่า จ. นำเช็คมาขายเพื่อแลกเงินสดจากโจทก์ แต่ จ. ก็ได้ทำสัญญากับโจทก์ไว้ว่า หากธนาคารไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ จ. ก็ยินยอมชำระเงินให้ทันทีที่ได้รับแจ้งจากธนาคาร อันเป็นข้อสัญญาต่างหากว่า แม้เช็คจะเรียกเก็บเงินไม่ได้ ผู้ขายเช็คก็ยินยอมใช้เงินตามเช็คให้โจทก์ทันที ดังนั้น แม้เช็คจะเรียกเก็บเงินไม่ได้เพราะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน และกำหนดอายุความฟ้องเรียกเงินตามเช็คได้สิ้นไปแล้วโจทก์ก็ยังมีสิทธิฟ้องเรียกให้ จ. ใช้เงินตามเช็คให้โจทก์ได้ตามสัญญา กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความในการฟ้องเรียกเงินตามสัญญาขายลดเช็คไว้ จึงต้องถือว่ามีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม จำเลยผู้จัดการมรดกของ จ. จึงไม่อาจอ้างอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1002 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ จ. ได้ทำสัญญาขายลดเช็คแก่โจทก์ 2 ฉบับ เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จ. จึงต้องรับผิดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เมื่อ จ. ถึงแก่กรรม จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของ จ. จึงต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.115 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.152 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1002 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1599 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1600 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1734 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1737

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า นางจิรวรรณ กัมปนาทแสนยากร เป็นลูกค้าของโจทก์สาขาสามยอด เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2531นางจิรวรรณได้ทำสัญญาขายลดเช็คของธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าวจำนวน 2 ฉบับ แก่โจทก์ สาขาสามยอด เช็คฉบับแรกลงวันที่31 ธันวาคม 2531 จำนวนเงิน 200,000 บาท ฉบับที่ 2 ลงวันที่28 มกราคม 2532 จำนวนเงิน 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 700,000 บาทโดยนางจิรวรรณเป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คทั้งสองฉบับและมีข้อสัญญาว่า หากโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้นางจิรวรรณ ยอมชดใช้เงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์ทวงถามแล้ว นางจิรวรรณ ไม่ชำระต้นเงินตามเช็ครวมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน 114,164.37 บาท รวมเป็นเงิน814,164.37 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางจิรวรรณแล้ว แต่จำเลยทั้งสองปฏิเสธ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 814,164.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 700,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางจิรวรรณจริง แต่คดีโจทก์ขาดอายุความฟ้องร้องเนื่องจากโจทก์นำคดีมาฟ้องพ้นเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1002 นางจิรวรรณลงลายมือชื่อในเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ฝ่ายเดียวจึงเป็นเพียงคำเสนอ มิได้เป็นสัญญาตามกฎหมายและมิได้เป็นหนี้โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเอกสารดังกล่าวมาฟ้องจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางจิรวรรณร่วมกันชำระเงินจำนวน 700,000 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท และ500,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2532 และวันที่ 30 มกราคม2532 ตามลำดับ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมกันต้องไม่เกิน 114,164.37 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนางจิรวรรณจะต้องรับผิดชดใช้เงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาข้อแรกว่าตามปกตินางจิรวรรณจะลงลายมือชื่อในเอกสารเป็นลายเซ็นไม่ใช่ลายมือเขียน ลายมือชื่อในช่องผู้ให้สัญญาในสัญญาขายลดเช็คเอกสารหมาย จ.4 จะเป็นลายเซ็นของนางจิรวรรณหรือไม่ ไม่ทราบจำเลยทั้งสองให้การว่า นางจิรวรรณได้ลงลายมือชื่อในเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 (สัญญาขายลดเช็คเอกสารหมาย จ.4) ในฐานะผู้ให้สัญญาแต่ฝ่ายเดียว จึงเป็นคำเสนอของนางจิรวรรณ ยังไม่เกิดเป็นสัญญาที่บังคับได้ คำให้การจำเลยทั้งสองดังกล่าวเท่ากับจำเลยทั้งสองให้การยอมรับว่านางจิรวรรณได้ลงลายมือชื่อทำสัญญาขายลดเช็คตามเอกสารหมาย จ.4 กับโจทก์แล้ว ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสองฎีกาข้อ 2 ว่า ตามสำเนาภาพถ่ายสัญญาขายลดเช็คเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 มีผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยาน 2 คน แต่สัญญาขายลดเช็คเอกสารหมาย จ.4 ที่โจทก์ส่งศาลมีผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยาน 4 คน โจทก์ได้เพิ่มเติมชื่อพยานลงในเอกสารดังกล่าวอีก 2 คน หลังจากฟ้องคดีแล้วเอกสารดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย เห็นว่า สัญญาขายลดเช็คไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเมื่อฟังได้ว่าผู้ทำสัญญาได้ลงลายมือชื่อในสัญญาแล้ว แม้จะมีพยานหรือไม่มีพยานลงลายมือชื่อในสัญญา สัญญาก็มีผลบังคับได้ หากจะมีการเพิ่มเติมชื่อพยานลงในสัญญาภายหลังโดยไม่ได้แก้ไขข้อความก็ไม่ทำให้สัญญาเสียไป ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 หรือไม่เห็นว่า แม้ตามสัญญาขายลดเช็คจะมีข้อความว่านางจิรวรรณนำเช็คมาขายเพื่อแลกเงินสดจากโจทก์ แต่นางจิรวรรณก็ได้ทำสัญญากับโจทก์ไว้ว่า หากธนาคารไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ นางจิรวรรณก็ยินยอมชำระเงินให้ทันทีที่ได้รับแจ้งจากธนาคาร อันเป็นข้อสัญญาต่างหากว่า แม้เช็คจะเรียกเก็บเงินไม่ได้ ผู้ขายเช็คก็ยินยอมใช้เงินตามเช็คให้โจทก์ทันที ดังนั้น แม้เช็คจะเรียกเก็บเงินไม่ได้เพราะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน และกำหนดอายุความฟ้องเรียกเงินตามเช็คได้สิ้นไปแล้ว โจทก์ก็ยังมีสิทธิฟ้องเรียกให้นางจิรวรรณใช้เงินตามเช็คให้โจทก์ได้ตามสัญญา กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความในการฟ้องเรียกเงินตามสัญญาขายลดเช็คไว้ จึงต้องถือว่ามีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม จำเลยจึงไม่อาจอ้างอายุความ 1 ปี ตามมาตรา 1002 ขึ้นต่อสู้โจทก์ได้ ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ คดีนี้เชื่อได้ว่านางจิรวรรณได้ทำสัญญาขายลดเช็คแก่โจทก์ 2 ฉบับ ตามฟ้องเป็นเงิน 700,000 บาท จริง เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน นางจิรวรรณจึงต้องรับผิดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ เมื่อนางจิรวรรณถึงแก่กรรมจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางจิรวรรณจึงต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2515/2538 ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด โจทก์ นาย เฉลิม เพ็ชรรัตน์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด · จำเลย - นาย เฉลิม เพ็ชรรัตน์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · นิเวศน์ คำผอง · สวรรค์ ศักดารักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 1800/2511ฎีกา 4082/2530ฎีกา 7903/2568ฎีกา 1415/2540ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1055/2492ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3601/2526ฎีกา 1531/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 2768/2519ฎีกา 156/2513ฎีกา 119/2532ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1028/2564ฎีกา 4484/2536ฎีกา 602/2490ฎีกา 6555/2538ฎีกา 1816/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา