คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2587/2538
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีให้ที่ดินตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ถือเป็นคำวินิจฉัยที่มีผลเช่นเดียวกับคำพิพากษา บุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่ความในคดีนั้น มีสิทธิพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่าจำเลยได้
การโอนที่ดินที่ผู้โอนไม่มีกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้รับโอน ย่อมไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์แก่ผู้รับโอน แม้ผู้รับโอนจะเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยนั้นเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีที่มีผลเป็นอย่างเดียวกับคำพิพากษา ทั้งนี้สุดแล้วแต่กรณีว่าคดีใดต้องทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่ง และคดีดังกล่าวเป็นคดีฝ่ายเดียวโจทก์มิได้เป็นคู่ความในคดีนั้น จึงเป็นบุคคลภายนอกย่อมมีสิทธิพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าจำเลย ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 145(2)
จำเลยที่ 1 ไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ.มาตรา 1382การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทที่ตนไม่มีกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ขึ้นมาเป็นของจำเลยที่ 2 ผู้รับโอน แม้จำเลยที่ 2 จะเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและจดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตก็ตาม จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมายอันจะอ้าง ป.พ.พ.มาตรา 1299 มาต่อสู้โจทก์ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางอุทัย เฮงเจริญ · จำเลย - นางไทยหรือทัย ขำรอด กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อุดม มั่งมีดี · สันติ ทักราล · สวรรค์ ศักดารักษ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพิษณุโลก - นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายสุรวิทย์ หิรัญคำ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา