⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3276/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3276/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลแรงงานกลางมีอำนาจสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความประกอบเอกสารแล้ววินิจฉัยคดีตามที่คู่ความรับกัน ถือว่าได้ใช้ดุลพินิจพิเคราะห์พยานหลักฐานในการรับฟังข้อเท็จจริงแล้ว การอุทธรณ์คัดค้านการใช้ดุลพินิจดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ศาลแรงงานกลางมีอำนาจสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความประกอบเอกสารในวันนัดสืบพยานโจทก์แล้ววินิจฉัยคดีตามที่คู่ความรับกันถือว่าได้ใช้ดุลพินิจพิเคราะห์ พยานหลักฐานในการรับฟังข้อเท็จจริงแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา104ประกอบพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา31การที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการใช้ดุลพินิจดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา54

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายเงินเดือนเดือนสุดท้ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินประจำปี(โบนัส)รวม484,800บาทพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละสิบห้าต่อเดือนของเงินค่าจ้างที่ค้างชำระทุกเจ็ดวันจนกว่าชำระเสร็จกับค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดจำนวน3,000,000บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง วันนัดสืบพยานโจทก์โจทก์และจำเลยทั้งสองแถลงรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่าเมื่อวันที่5กันยายน2537โจทก์ได้ยื่นหนังสือขอลาออกโดยให้มีผลเป็นการลาออกในวันที่5ตุลาคม2537ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข3ซึ่งจำเลยที่2อนุมัติให้โจทก์ลาออกโดยให้ออกในวันที่20กันยายน2537แต่ได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ถึงวันที่5ตุลาคม2537กำหนดจ่ายเงินโบนัสในวันสิ้นเดือนธันวาคมของแต่ละปีตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเอกสารหมายจ.ล.1หมวด8เรื่องสวัสดิการข้อ2.3ระบุว่าพนักงานที่พ้นสภาพการเป็นพนักงานบริษัทฯก่อนที่จะถึงกำหนดวันจ่ายเงินโบนัสไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสสำหรับปีนั้น ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ให้งดสืบพยานและวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้ยื่นหนังสือขอลาออกโดยให้มีผลเป็นการลาออกในวันที่5ตุลาคม2537ซึ่งจำเลยที่2ก็ได้อนุมัติให้โจทก์ลาออกโดยให้ออกในวันที่20กันยายน2537ถือไม่ได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์แต่เป็นเรื่องโจทก์ลาออกเองทั้งจำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ถึงวันที่5ตุลาคม2537แล้วแม้จะฟังว่าจำเลยที่1เป็นนายจ้างของโจทก์จำเลยทั้งสองก็ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมทั้งเงินประจำเดือนสุดท้ายของโจทก์และการที่โจทก์ลาออกโดยให้มีผลในวันที่5ตุลาคม2537เป็นการลาออกก่อนถึงกำหนดจ่ายเงินโบนัสโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินโบนัสตามฟ้องพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า"โจทก์อุทธรณ์ว่าคดีมีข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องการนำสืบเกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาทในคดีซึ่งโจทก์เป็นผู้กล่าวอ้างเพื่อพิสูจน์ความผิดหรือการกระทำอันไม่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานและคดียังมีประเด็นข้อพิพาทด้วยว่าจำเลยที่1เป็นนายจ้างของโจทก์หรือไม่แต่ศาลแรงงานกลางมิได้วินิจฉัยไว้ควรให้โจทก์นำพยานเข้าสืบในประเด็นนี้เพราะอาจมีผลถึงใบลาออกของโจทก์หากฟังว่าจำเลยที่1เป็นนายจ้างของโจทก์เมื่อจำเลยที่1เลิกจ้างโจทก์จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องพิเคราะห์แล้วที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยคดีโดยฟังแต่คำแถลงของคู่ความแล้วมีคำสั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้องโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานนั้นเห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา104ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบนั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้นซึ่งบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุโลมใช้กับคดีแรงงานด้วยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522มาตรา31การที่ศาลแรงงานกลางสอบข้อเท็จจริงจากคู่ความประกอบเอกสารในวันนัดสืบพยานโจทก์แล้ววินิจฉัยคดีตามที่คู่ความรับกันถือได้ว่าศาลแรงงานกลางได้ใช้ดุลพินิจพิเคราะห์พยานหลักฐานในการรับฟังข้อเท็จจริงคดีนี้แล้วที่โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางดังกล่าวจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522มาตรา54ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3276/2538 นาง ฉายระวี ศรุศิโรจน์หรืออนามธวัช โจทก์ บริษัท ดิ๊กสัน มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ฉายระวี ศรุศิโรจน์หรืออนามธวัช · จำเลย - บริษัท ดิ๊กสัน มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธวัชชัย พิทักษ์พล · พรชัย สมรรถเวช · ชลอ บุณยเนตร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7174/2542ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 2572/2541ฎีกา 62/2539ฎีกา 2093/2532ฎีกา 20/2536ฎีกา 9117/2539ฎีกา 5712/2541ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 15617/2558ฎีกา 3005/2541ฎีกา 1166/2491ฎีกา 1352/2542ฎีกา 7339/2540ฎีกา 5494/2541ฎีกา 2403-2430/2543ฎีกา 691/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ