⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6129/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6129/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การชำระเงินอันเนื่องมาจากการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยผู้ชำระรู้ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ย่อมไม่สามารถเรียกเงินคืนได้ตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยนำเงินไปมอบให้เจ้าพนักงาน เพื่อให้มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการโอนที่ดินและค่าภาษี ให้น้อยลง เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยโจทก์ รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระเงิน ส่วนที่เหลือจากค่าธรรมเนียมและค่าภาษีการโอน โจทก์ไม่มีสิทธิ เรียกเงินคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.407

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับนางกมลวรรณ สกุนตนาค ตกลงขายที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 16270, 16271, 16272 และเลขที่ 1025ให้แก่จำเลยเป็นเงินทั้งสิ้น 8,600,000 บาท ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 16270 และ 16271 และรับเงินค่าซื้อที่ดินไปแล้ว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 16272 และ 1025ซึ่งเป็นที่ดินของโจทก์ ตกลงไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่30 พฤศจิกายน 2532 แต่จดทะเบียนไม่ได้เพราะวันดังกล่าวจำเลยเตรียมเงินชำระค่าซื้อที่ดินที่เหลือส่วนที่เป็นเงินสดไปเพียง 300,000 บาท เพื่อชำระค่าธรรมเนียมค่าภาษีในนามของโจทก์แต่เจ้าพนักงานที่ดินคำนวณเป็นค่าธรรมเนียมและค่าภาษีประมาณ500,000 บาท จึงตกลงเลื่อนไป ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2532ซึ่งเป็นวันนัด จำเลยเตรียมเงินสดไปจำนวน 500,000 บาทเพื่อชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีดังกล่าว โจทก์ให้จำเลยไปติดต่อกับเจ้าพนักงานที่ดินเพราะจำเลยรู้จักกับเจ้าพนักงานที่ดินดีจะได้รับความสะดวก ในที่สุดก็จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แล้วเสร็จจำเลยนำเงินสดที่เหลือจากชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีจำนวน21,000 บาท คืนให้โจทก์ ครั้นวันที่ 16 มีนาคม 2533 โจทก์ไปตรวจสอบทราบว่าการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินชำระค่าธรรมเนียมเป็นเงิน 69,110 บาท ค่าภาษีจำนวน 167,456 บาท รวมเป็นเงิน 246,566 บาท เท่านั้น ที่จำเลยคืนเงินให้โจทก์เพียงจำนวน 21,000 บาท จึงคืนให้น้อยกว่าที่ต้องคืนเป็นเงินจำนวน 232,434 บาท โจทก์ได้ทวงถามแล้วจำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 232,434 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ต้องการจะหลีกเลี่ยงชำระภาษีการขายที่ดินจึงให้จำเลยติดต่อกับพนักงานที่ดินขอชำระค่าธรรมเนียมการขายโดยประเมินราคาที่ดินให้ต่ำลง ให้จำเลยกันเงินค่าซื้อที่ดินจำนวน 500,000 บาท ไว้ชำระค่าธรรมเนียมในนามของโจทก์โดยตกลงกันว่าเมื่อหักค่าธรรมเนียมแล้ว เงินที่กันไว้ยังเหลือก็ให้มอบเป็นค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการจดทะเบียนจำเลยได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวแก่เจ้าพนักงานไปทั้งหมดแต่เจ้าพนักงานคืนเงินให้ 21,000 บาท จำเลยจึงมอบเงินจำนวนนั้นให้โจทก์ จำเลยไม่ได้เบียดบังเงินแต่อย่างใด ตามใบสั่งค่าธรรมเนียมค่าภาษีที่ทางราชการออกให้ระบุว่าที่ดินมีราคาจำนวน 3,200,000 บาทแต่ตามราคาประเมินของทางราชการว่ามีราคาเป็นเงินจำนวน3,954,000 บาท โดยที่ตามราคาซื้อขายเป็นเงินจำนวน 8,600,000 บาท แต่โจทก์กลับแจ้งว่าซื้อขายในราคาเป็นเงินเพียงจำนวน 3,200,000 บาท ซึ่งยังต่ำกว่าราคาประเมินอีกด้วย โจทก์หลีกเลี่ยงการชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีที่จะต้องชำระ โจทก์กระทำการโดยมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย ขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และโจทก์ชำระหนี้อันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินคืน พร้อมดอกเบี้ยขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ระหว่างการพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายดาบตำรวจสังวาลย์เกิดแก่น บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงเชื่อได้ตามทางนำสืบของจำเลยว่าการที่จำเลยไปดำเนินการเพื่อให้เจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคาที่ดินให้ต่ำลง ทำให้การเสียค่าธรรมเนียมการโอนและค่าภาษีลดน้อยลง โจทก์ได้รู้เห็นยินยอมด้วย ฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาสุดท้าย โจทก์มีสิทธิเรียกเงินที่เหลือจากค่าธรรมเนียมและค่าภาษีคืนได้เพียงใดหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์รู้เห็นยินยอมให้จำเลยนำเงินไปมอบให้เจ้าพนักงานเพื่อให้มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการโอนและค่าภาษีให้น้อยลง เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยโจทก์รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระเงินส่วนที่เหลือจากค่าธรรมเนียมและค่าภาษีการโอนโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 ฎีกาของโจทก์ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6129/2538 นาง โหมด เกิดแก่น โจทก์ นาง เบญจ มา ศ ตันติวิวัฒนพันธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง โหมด เกิดแก่น · จำเลย - นาง เบญจ มา ศ ตันติวิวัฒนพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พรชัย สมรรถเวช · สถิตย์ ไพเราะ · สมคิด ไตรโสรัส
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4133/2529ฎีกา 2013/2531ฎีกา 8000/2553ฎีกา 999/2531ฎีกา 4934/2540ฎีกา 4362/2540ฎีกา 2167/2545ฎีกา 7909/2543ฎีกา 4709/2542ฎีกา 94/2515ฎีกา 775/2473ฎีกา 1565/2524ฎีกา 5463/2540ฎีกา 1003/2509ฎีกา 101/2544ฎีกา 585/2509ฎีกา 602/2539ฎีกา 291/2547ฎีกา 1637/2525ฎีกา 3181/2541ฎีกา 9087/2539ฎีกา 5480/2550ฎีกา 3288/2551ฎีกา 3037/2547
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา