⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2819/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2819/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยให้การว่าโจทก์ทุกคนถูกเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2531 และฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างที่จ่ายเกิน ถือเป็นการยอมรับว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยและจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์แล้ว ค่าครองชีพที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงาน ถือเป็นค่าจ้างตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยจ้าง โจทก์เป็นลูกจ้างประจำ โดยให้ทำงานที่โรงงานกระดาษบางปะอิน แล้วจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์แม้จำเลยให้การในตอนต้นว่า จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ ไม่มีนิติสัมพันธ์ทางการจ้าง หรือสัญญาจ้างกับโจทก์ แต่จำเลยได้ให้การเป็นข้อต่อมาว่า โจทก์ทุกคนถูกโรงงานกระดาษบางปะอินเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2531 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างเพียงวันที่ 21 มกราคม 2531 หลังจากนั้นโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างอีก ที่โรงงานกระดาษบางปะอินจ่ายค่าจ้างงวดเดือนมกราคม 2531จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2531 เป็นจำนวนเกินกว่าที่มีสิทธิได้รับจึงฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างที่จ่ายเกินจากโจทก์ตามคำให้การดังกล่าวย่อมเห็นได้ชัดว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ จึงมีผลเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยและจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2531 ตามฟ้อง ทั้งจำเลยยังฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างที่อ้างว่าได้จ่ายเกินจากโจทก์อีกด้วย จึงไม่มีประเด็นว่าโจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยหรือไม่ จำเลยจ่ายค่าครองชีพให้แก่โจทก์มีจำนวนแน่นอน เป็นการประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานเช่นเดียวกับค่าจ้างค่าครองชีพจึงเป็นค่าจ้างตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง จำเลยรู้ดีอยู่ว่าโจทก์ทุกคนมีสิทธิได้รับค่าจ้างเพียงถึงวันที่ 21 มกราคม 2531 เท่านั้น การที่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์หลังจากวันดังกล่าวจนถึงวันที่ 31 เดือนเดียวกัน จึงเป็นการจ่ายตามอำเภอใจโดยไม่ปรากฏเหตุที่จะทำให้สำคัญผิดแต่ประการใดจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเงินคืน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.407 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทุกคนเป็นลูกจ้างประจำ ให้ทำงานที่โรงงานกระดาษบางปะอิน ปรากฏวันเข้าทำงาน ตำแหน่งหน้าที่ค่าจ้างอัตราสุดท้ายและค่าครองชีพของโจทก์แต่ละคนตามบัญชีท้ายฟ้อง ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๓๑ จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุได้โอนกิจการขายให้แก่เอกชน จำเลยได้จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์โดยมิได้นำเงินค่าครองชีพซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างมารวมคำนวณในการจ่ายเงินบำเหน็จและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ ขอให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในส่วนที่ขาดให้โจทก์แต่ละคน ตามบัญชีรายละเอียดท้ายฟ้อง จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ไม่ว่าด้วยลายลักษณ์อักษรหรือวาจา จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ทางการจ้างหรือสัญญาจ้างกับโจทก์ หากศาลฟังว่าจำเลยต้องรับผิดในสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับโรงงานกระดาษบางปะอิน จำเลยขอต่อสู้ว่าโรงงานกระดาษบางปะอิได้จ่ายเงินบำเหน็จ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ค่าครองชีพไม่ใช่ค่าจ้างโจทก์ไม่มีสิทธินำค่าครองชีพมาคำนวณเป็นเงินบำเหน็จ จำเลยไม่ต้องรับผิดในเงินบำเหน็จ และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีก โจทก์ทุกคนถูกโรงงานกระดาษบางปะอินเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๓๑ แต่โรงงานกระดาษบางปะอินจ่ายค่าจ้างงวดเดือนมกราคม ๒๕๓๑ จนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม๒๕๓๑ ทำให้โจทก์ได้รับค่าจ้างเกินไป ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์แต่ละคนคืนค่าจ้างที่ได้รับเกินไปดังปรากฏตามคำขอท้ายฟ้องแย้งพร้อมดอกเบี้ย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โรงงานกระดาษบางปะอินได้จ่ายค่าจ้างงวดเดือนมกราคม ๒๕๓๑ จนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๓๑ จริง แต่เป็นการจ่ายเพื่อชำระหนี้โดยที่โรงงานกระดาษบางปะอินรู้อยู่แล้วว่าไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ดังนั้นทั้งจำเลยและโรงงานกระดาษบางปะอิน จึงหามีสิทธิเรียกร้องเงินค่าจ้างที่จ่ายเกินไปนั้นคืนจากโจทก์ไม่ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ค่าครองชีพเป็นค่าจ้างที่จะต้องนำมารวมเพื่อเป็นฐานคำนวณเงินบำเหน็จและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ในช่วงที่โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้าง และไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างตามอำเภอใจเหมือนหนึ่ว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ จึงเรียกคืนจากโจทก์ไม่ได้ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยไม่ได้ จำเลยมิได้แถลงรับว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ยุติที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยจึงขัดต่อกฎหมาย พิเคราะห์แล้ว โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยตกลงจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำ โดยให้ทำงานประจำที่โรงงานกระดาษบางปะอินปรากฏวันเข้าทำงาน ตำแหน่งหน้าที่ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายและค่าครองชีตามบัญชีท้ายคำฟ้อง แล้วจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์แม้จำเลยให้การในตอนต้นว่า จำเลยไม่เคยว่าจ้างโจทก์ไม่ว่าด้วยลายลักษณ์อักษรหรือวาจา จำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ทางการจ้างหรือสัญญาจ้างกับโจทก์แต่ต่อมาจำเลยได้ให้การไว้เป็นข้อ ๓ ว่า โจทก์ทุกคนถูกโรงงานกระดาษบางปะอินเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๓๑ ฉะนั้นอัตราค่าจ้างของโจทก์ในเดือนมกราคม ๒๕๓๑ โจทก์มีสิทธิได้รับเพียงวันที่ ๒๑มกราคม ๒๕๓๑ หลังจากนั้นโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างอีก ที่โรงงานกระดาษบางปะอินจ่ายค่าจ้างงวดเดือนมกราคม ๒๕๓๑ จนถึงวันที่ ๓๑มกราคม ๒๕๓๑ เป็นจำนวนเกินกว่าที่มีสิทธิได้รับ จึงขอฟ้องแย้งและมีคำขอเรียกค่าจ้างที่เกินจากโจทก์ ตามคำให้การดังกล่าวย่อมเห็นได้ชัดว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ จึงย่อมมีผลเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยและจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๓๑ ดังโจทก์ฟ้อง ทั้งจำเลยยังฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างที่จำเลยอ้างว่าได้จ่ายเกินจากโจทก์อีกด้วย จึงไม่มีประเด็นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยหรือไม่ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วฟังว่าโจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลยชอบแล้ว เรื่องค่าครองชีพ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้จ่ายค่าครองชีพให้แก่โจทก์ทุกคนมีจำนวนแน่นอน เป็นการประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานเช่นเดียวกับค่าจ้าง ค่าครองชีพจึงเป็นค่าจ้างตามกฎหมายและระเบียบดังกล่าว จำเลยจะต้องนำมารวมเป็นค่าจ้างเพื่อเป็นฐานคำนวณเงินบำเหน็จและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ทั้งหมดด้วย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ตามคำฟ้อง คำให้การ ฟ้องแย้ง และคำแถลยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงต่อศาลว่า จำเลยจ่ายค่าจ้างให้โจทก์เกินความเป็นจริงเพราะจ่ายผิดพลาดหรือสำคัญผิดในข้อเท็จจริง ที่ศาลแรงงานกลางงดสืบพยานแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระจึงไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าจำเลยได้ให้การไว้ชัดแจ้งในคำให้การข้อ ๓ ว่าโจทก์ทุกคนถูกเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๓๑ ในเดือนดังกล่าวโจทก์จึงมีสิทธิรับค่าจ้างได้เพียงถึงวันที่ ๒๑ หลังจากนั้นไม่มีสิทธิได้รับ ฉะนั้ที่โรงงานกระดาษบางปะอินจ่ายค่าจ้างให้โจทก์จนถึงวันที่ ๓๑ มกราคม๒๕๓๑ โจทก์จึงได้รับค่าจ้างเกินไป เห็นว่าตามคำให้การดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้ดีอยู่ว่าโจทก์ทุกคนมีสิทธิได้รับค่าจ้างเพียงถึงวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๓๑ เท่านั้น ที่จำเลยจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์หลังจากวันดังกล่าวจนถึงวันที่ ๓๑ เดือนเดียวกัน จึงเป็นการจ่ายตามอำเภอใจโดยไม่ปรากฏเหตุที่จะทำให้สำคัญผิดแต่ประการใด ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งงดสืบพยาน และวินิจฉัยดังกล่าวจึงชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2819/2532 นายศิริชัย อนันตศิริ กับพวก โจทก์ กรมโรงงานอุตสาหกรรม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายศิริชัย อนันตศิริ กับพวก · จำเลย - กรมโรงงานอุตสาหกรรม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มาโนช เพียรสนอง · วิศิษฏ์ ลิมานนท์ · ศักดา โมกขมรรคกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายปรีชา บุญญานันต์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2909/2524ฎีกา 2893/2540ฎีกา 13107/2556ฎีกา 2749/2538ฎีกา 4715/2542ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6039/2537ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 5712/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา