⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 789/2515

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 789/2515

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* เมื่อมีข้อสงสัยในการบังคับคดีตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คู่ความยังมีสิทธิขอให้ศาลอธิบายคำพิพากษาได้ * การฟ้องคดีซ้ำกับคดีที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

ย่อคำพิพากษา

เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีใดว่าลูกหนี้จะต้องรับผิดเพียงใด ย่อมเป็นเรื่องที่คู่ความจะต้องดำเนินการในคดีนั้นเพื่อขอคำวินิจฉัยจากศาล แม้ คดีนั้นจะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ในชั้นบังคับคดี เมื่อมีเหตุอันควรสงสัย คู่ความก็ยังมีสิทธิขอให้ศาลอธิบายคำพิพากษาได้ การที่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนกลับมาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนเกี่ยวกับหนี้จำนองซึ่งศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรับชำระหนี้รายเดียวกันนั้นอีก ย่อมเป็นฟ้องซ้ำเพราะเป็นคู่ความเดียวกัน และศาลต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ปัญหาเรื่องฟ้องซ้ำ เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความจะตกลงกันขอให้ศาลวินิจฉัยในประเด็นอื่น และสละประเด็นข้อฟ้องซ้ำเมื่อศาลเห็นสมควรก็ยังมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.302

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์จำนองที่ดินไว้กับธนาคารจำเลยค้ำประกันหนี้นายเอ็งลิบในวงเงิน ๙๐,๐๐๐ บาท ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้โจทก์ใช้เงินให้จำเลยแล้ว ๒๐,๐๐๐ บาท คงต้องรับผิดอีก ๗๐,๐๐๐ บาท จำเลยฟ้องโจทก์กับนายเอ็งลิบลูกหนี้ ศาลพิพากษาถึงที่สุดตามคดีแดงที่ ๒๐/๒๕๑๐ ให้นายเอ็งลิบและโจทก์ร่วมรับผิด ซึ่งแปลว่ารับผิดตามส่วนของตนที่เป็นหนี้ ซึ่งแบ่งแยกได้ โจทก์ขอไถ่ถอนจำนองทั้งหมดเพื่อขายทอดตลาด โจทก์ร้องต่อศาลให้เรียกจำเลยมาสอบถามและขอไถ่ถอนจำนอง จำเลยไม่ยอม ศาลสั่งให้คู่ความไปดำเนินการตามสิทธิของตัว โจทก์จึงมาฟ้อง ขอให้ห้ามการขายทอดตลาดให้จำเลยรับเงิน ๗๐,๐๐๐ บาทและดอกเบี้ย เป็นการไถ่ถอนทรัพย์จำนองและปลดจำนองให้โจทก์ จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ยอมรับผิดชอบในหนี้ทั้งสิ้น และศาลพิพากษาให้โจทก์ร่วมใช้หนี้ให้จำเลย ๘๙๒,๙๗๖ บาท ๗๐ สตางค์ โจทก์ฟ้องซ้ำ วันนัดพร้อม คู่ความรับกันว่าคดีนี้เกี่ยวเนื่องมาจากคดีแดงที่ ๒๐/๒๕๑๐ ทั้งสองฝ่ายตกลงสละประเด็นข้ออื่นเสีย ขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเพียงประเด็นเดียวว่าโจทก์จะต้องรับผิดตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวต่อจำเลยในฐานะลูกหนี้ร่วม เป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นการแปลคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าในคดีแพ่งแดงที่ ๒๐/๒๕๑๐ ศาลพิพากษาให้โจทก์รับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วม โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา จึงต้องรับผิดเต็มจำนวนในฐานะลูกหนี้ร่วม พิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องซ้ำ พิพากษายืนในผล โจทก์ฎีกาต่อมา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาในสำนวนคดีแดงที่ ๒๐/๒๕๑๐ ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ชอบที่จะดำเนินการในสำนวนคดีดังกล่าวนั้น การที่โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อน กลับมาฟ้องจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อน เกี่ยวกับหนี้จำนองซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรับชำระหนี้รายเดียวกันนี้อีก ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าโจทก์ฟ้องซ้ำ เพราะเป็นคู่ความเดียวกัน และศาลต้องวินิจฉัยในคดีนี้โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ การฟ้องซ้ำเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อเห็นสมควรศาลก็ยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้ เมื่อฟังว่าโจทก์ฟ้องซ้ำแล้ว ก็ไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้อต่อไป แต่เพื่อความยุติธรรม เห็นสมควรอธิบายในที่นี้ด้วยว่าในคดีก่อนนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินให้โจทก์ ซึ่งเท่ากับให้จำเลยร่วมกันในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมของโจทก์ตามคำพิพากษาก็ตาม แต่ฟ้องของโจทก์ก็บรรยายไว้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ ๒ (คือโจทก์ในคดีนี้) จำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันจำเลยที่ ๑ เป็นจำนวนเงิน ๙๐,๐๐๐ บาท และจำเลยที่ ๒ให้การรับว่าได้จำนองไว้ในวงเงิน ๙๐,๐๐๐ บาท ได้ชำระให้โจทก์แล้ว๒๐,๐๐๐ บาท คงเหลือ ๗๐,๐๐๐ บาท จะขอทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยผ่อนชำระเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อมาศาลชั้นต้นได้จดรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๐๘ว่า "ฯลฯ โจทก์ไม่ขอสืบเกี่ยวแก่จำเลยที่ ๒ เพราะจำเลยที่ ๒ ให้การว่าได้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ตามฟ้องโจทก์จริงแต่ได้ชำระหนี้ให้แล้ว๒๐,๐๐๐ บาท ซึ่งได้ตรวจหลักฐานแล้ว จำเลยที่ ๒ ได้ชำระแล้วเช่นนั้นจริงโจทก์จึงขอสืบพยานเกี่ยวแก่จำเลยที่ ๓ คนเดียว" ได้ความดังกล่าวนี้จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ชอบจะดำเนินการในสำนวนคดีก่อนเพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์จะต้องรับผิดในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมตามคำพิพากษาเป็นจำนวนเงินเท่าใดหรือไม่ ตลอดจนใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาในคดีก่อนเช่นเดียวกัน แม้คดีก่อนจะได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ในชั้นบังคับคดี เมื่อมีเหตุอันควรสงสัย คู่ความย่อมมีสิทธิร้องขอให้ศาลอธิบายคำพิพากษาได้โดยไม่ต้องมาฟ้องใหม่ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 789/2515 นายสุพัฒน์ ศิริศิลป์ โจทก์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุพัฒน์ ศิริศิลป์ · จำเลย - ธนาคารกรุงไทย จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวน พูนคำ · อุดม เพชรคุปต์ · กฤษณ์ โสภิตกุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลพบุรี - นายสีนวล คงลาภ · ศาลอุทธรณ์ - นายเสนาะ เอกพจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 1342/2509ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 2610/2538ฎีกา 1687/2497ฎีกา 689/2531ฎีกา 226/2532ฎีกา 960/2485ฎีกา 2635/2527ฎีกา 4085/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา