⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4578/2539

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4578/2539

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นผู้เยาว์ปรากฏขึ้นในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ต้องโอนคดีไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อพิจารณาพิพากษา.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า มีอายุ 19 ปีและเมื่อโจทก์นำตัวจำเลยที่ 1 มาฟ้องต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลธรรมดา จำเลยที่ 1 ก็แจ้งต่อศาลว่ามีอายุ 19 ปี เช่นนี้ทั้งโจทก์และศาลอุทธรณ์ก็ต้องเข้าใจว่า จำเลยที่ 1 มีอายุ 19 ปีจึงไม่ทำให้การพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นเสียไปและเมื่อข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยมีอายุ 16 ปีเศษ ปรากฏขึ้นในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ต้องโอนคดีไปให้ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณาพิพากษาการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และให้โจทก์ไปฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ย่อมไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวพ.ศ. 2534 มาตรา 15

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม.15

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2538 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองกระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยทั้งสองได้ประกอบกิจการให้เช่าแลกเปลี่ยนและจำหน่ายซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ โดยทำเป็นธุรกิจการค้าร้านแผงลอยนำเทปและวัสดุโทรทัศน์ชนิดต่าง ๆ ที่มิได้ผ่านการตรวจและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานตามกฎหมายออกมาให้ประชาชนเช่า แลกเปลี่ยน และจำหน่าย หรือเสนอให้เช่าแลกเปลี่ยน และจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนกลาง และจำเลยทั้งสองได้มีแถบบันทึกภาพและเสียง (วีดีโอเทป) อันลามกจำนวน 450 ม้วน ซึ่งภายในแถบบันทึกภาพและเสียงดังกล่าวมีภาพชายหญิงเปลือยกายเห็นอวัยวะเพศและหัวนม และแสดงการร่วมเพศอันลามก ทั้งนี้เพื่อประสงค์แห่งการค้า เพื่อจำหน่ายจ่ายแจกและเพื่อแสดงอวดแก่ประชาชนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเหตุเกิดที่แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพมหานครขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287,91, 33, 32 และสั่งริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530มาตรา 4, 6, 34 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287, 91,33, 32 เรียงกระทงลงโทษ ความผิดฐานประกอบกิจการเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน ฐานมีแถบบันทึกเสียงและภาพลามก ลงโทษจำคุกคนละ 4 เดือน รวมจำคุกคนละ6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงลงโทษจำคุกคนละ 3 เดือน ริบของกลาง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ไปฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่อาจจะรู้ได้ว่าจำเลยที่ 1 มีอายุ 16 ปีเศษ เพราะจำเลยที่ 1 แจ้งต่อพนักงานสอบสวนว่าเกิดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2518 มีอายุ 19 ปีทั้งในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ก็แจ้งต่อศาลว่ามีอายุ 19 ปี กรณีความบกพร่องเรื่องอายุของจำเลยที่ 1ผิดไปเกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยที่ 1 เอง ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏขึ้นในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็ต้องโอนคดีไปยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไปที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และให้โจทก์ไปฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางย่อมไม่ชอบนั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534มาตรา 15 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าข้อเท็จจริงในเรื่องอายุหรือการบรรลุนิติภาวะด้วยการสมรสของบุคคลที่เกี่ยวข้องจะผิดไปหรือศาลอื่นใดได้รับพิจารณาพิพากษาคดีโดยไม่ต้องด้วยมาตรา 13 ซึ่งถ้าปรากฏเสียแต่ต้นจะเป็นเหตุให้ศาลนั้น ๆ ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาก็ตาม ข้อบกพร่องดังกล่าวไม่ทำให้การพิจารณาพิพากษาของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาและศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวเสียไป"และวรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าข้อเท็จจริงตามวรรคหนึ่งปรากฏขึ้นในระหว่างการพิจารณา ไม่ว่าในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาให้ศาลนั้น ๆ โอนคดีไปยังศาลที่มีอำนาจเพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป"เห็นว่า ตามสำเนาบันทึกคำให้การรับสารภาพของผู้ต้องหา ฯลฯเอกสารท้ายฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนว่าเกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2518 มีอายุ 19 ปี และเมื่อโจทก์นำตัวจำเลยที่ 1 มาฟ้องต่อศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ก็แจ้งต่อศาลว่ามีอายุ 19 ปี เช่นนี้ ทั้งโจทก์และศาลชั้นต้นก็ต้องเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 มีอายุ 19 ปี ดังนั้นจึงไม่ทำให้การพิจารณาและพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นเสียไป และเมื่อข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 มีอายุ 16 ปีเศษปรากฏขึ้นในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็ต้องโอนคดีไปให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณาและพิพากษา การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และให้โจทก์ไปฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้ศาลอุทธรณ์โอนคดีไปให้ศาลอุทธรณ์และแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4578/2539 อัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์ นาย ...... กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - อัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด · จำเลย - นาย ...... กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูชาติ ศรีแสง · จิระ บุญพจนสุนทร · วินัย วิมลเศรษฐ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1679/2542ฎีกา 14762/2555ฎีกา 4073/2549ฎีกา 3424/2543ฎีกา 3400/2548ฎีกา 5307/2554ฎีกา 7430/2543ฎีกา 1210/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา