คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2517/2540
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ออกเช็คจะมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 ได้นั้น คำฟ้องโจทก์ต้องบรรยายให้ชัดแจ้งว่าเช็คนั้นออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
การที่ผู้ออกเช็คจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 นั้น คำฟ้องโจทก์ต้องบรรยายแสดงถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นองค์ประกอบความผิดสำคัญเบื้องต้นว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้อความดังกล่าวไว้ให้ครบถ้วนชัดแจ้ง คงบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้แต่มิได้ระบุให้ชัดว่าเป็นหนี้อะไร บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่เพียงใด ทั้งไม่ปรากฏว่ามีสัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่แนบท้ายฟ้องแต่ประการใด จึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดไม่อาจฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจฟังลงโทษตามฟ้องได้ ต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยทั้งสี่หลบหนีไม่มาศาลตามหมายเรียก ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยทั้งสี่และสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ศาลชั้นต้นยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณา เฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 เรียงกระทงลงโทษ เช็คฉบับแรกให้จำคุกคนละ 1 ปี เช็คฉบับที่สองให้จำคุกคนละ 1 ปี และเช็คฉบับที่สามให้จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 2 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน
จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ผู้ออกเช็คจะมีความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คำฟ้องโจทก์ต้องบรรยายแสดงถึงการกระทำของจำเลยอันเป็นองค์ประกอบความผิดสำคัญเบื้องต้นว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้อความดังกล่าวไว้โดยครบถ้วนชัดแจ้ง คงบรรยายฟ้องมีสาระสำคัญเพียงว่า จำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้แต่มิได้ระบุให้ชัดว่าเป็นหนี้อะไร บังคับตามกฎหมายได้หรือไม่เพียงใด ทั้งไม่ปรากฏมีสัญญากู้ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสี่แนบท้ายฟ้องดังโจทก์ฎีกาแต่ประการใดจึงเป็นคำฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่อาจฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษ ถือได้ว่าเป็นคำฟ้องไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจฟังลงโทษตามฟ้องได้ต้องยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2517/2540
นาง อำพัน สุขสวัสดิ์ โจทก์
นาย วรวุฒิ เดชพิทยานันท์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาง อำพัน สุขสวัสดิ์ · จำเลย - นาย วรวุฒิ เดชพิทยานันท์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วิชิน สุขนทีธรรม · สมมาตร พรหมานุกูล · กอบเกียรติ รัตนพานิช |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ