คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2767/2541
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ทรงเช็คจะฟ้องผู้สั่งจ่ายเช็คตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ได้นั้น ผู้ทรงเช็คต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเช็คนั้นถูกออกเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย หากผู้ทรงเช็คได้รับเช็คมาโดยการสลักหลังอีกทอดหนึ่ง ผู้ทรงเช็คต้องพิสูจน์ถึงมูลหนี้ระหว่างผู้สั่งจ่ายกับผู้รับเช็คคนแรกด้วย
ย่อคำพิพากษา
องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่ ช. แล้ว ช.นำเช็คพิพาทมามอบให้แก่โจทก์อีกต่อหนึ่งเมื่อมิใช่เป็นกรณีที่จำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์โดยตรง โจทก์จึงต้องมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่ ช.เพื่อชำระหนี้อย่างใดอย่างหนึ่งที่จำเลยมีต่อ ช. อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายหากพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอฟังว่าจำเลยได้สั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่ ช.เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นความผิด
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสุกิจ อรัญญาเกษมสุข · จำเลย - นายสมศักดิ์ มาลีแย้ม |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อมร วีรวงศ์ · สุรินทร์ นาควิเชียร · พันธาวุธ ปาณิกบุตร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายสุธี ปิ่นนิกร · ศาลอุทธรณ์ - นายเมธี คฤโฆษ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา