คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4420/2541
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทจากการครอบครองปรปักษ์ และได้มีการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ตามคำสั่งศาลแล้ว ถือว่าคดีเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว ผู้ที่สอดเข้ามาเป็นคู่ความภายหลัง จึงไม่มีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความได้หากไม่มีส่วนได้เสียในคดี
ย่อคำพิพากษา
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นคดีนี้โดยอ้างการครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1382 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทนั้นไปแล้ว คดีได้เสร็จสิ้นกระบวนการสมบูรณ์แล้วตั้งแต่วันที่เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนให้ผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามคำสั่งศาลชั้นต้น ตั้งแต่ก่อนวันที่ผู้ร้องสอดร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความเกิน 10 ปีการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นก็ไม่มีอีกต่อไป ผู้ร้องสอดจึงไม่มีส่วนได้เสียและไม่มีสิทธิร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ.มาตรา 57 (1)ในคดีนี้ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | ผู้ร้อง - นายสนธยา โพธิ์แป้น กับพวก · ผู้ร้องสอด - นายธีรชัย เทพอยู่อำนวย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุรินทร์ นาควิเชียร · อมร วีรวงศ์ · อำนวย หมวดเมือง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายวราเชน ชูพงศ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ - นายนินนาท สาครรัตน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา