⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4888/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4888/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. ที่ดินที่แบ่งแยกจากที่ดินแปลงเดิมในคราวเดียวกันและไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นจากที่ดินแปลงอื่นที่แบ่งแยกในคราวเดียวกันได้โดยตรง 2. การกำหนดประเด็นข้อพิพาทเรื่องทางจำเป็น ย่อมครอบคลุมถึงความกว้างยาวของทางจำเป็นด้วย

ย่อคำพิพากษา

เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยต่างแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2394 ในคราวเดียวกัน เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้ คงมีที่ดินของจำเลยเพียงแปลงเดียวที่อยู่ติดทางสาธารณประโยชน์ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นจากที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่งที่แบ่งแยกในคราวเดียวกัน รวมถึงที่ดินของจำเลยได้โดยตรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 หาใช่มีสิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นได้แต่เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 2394 แปลงเดิมส่วนที่คงเหลือจากการแบ่งแยกแบ่งโอนกันแล้วเท่านั้นไม่ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นหรือไม่ ถือได้ว่ามีประเด็นในเรื่องความกว้างยาวของทางจำเป็นด้วยแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยเพราะถือว่าไม่มีประเด็นจึงเป็นการไม่ชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1349 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1350

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางเดินกว้าง ๒.๕๐ เมตร ยาว ๓๐๐ เมตร ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๕๕๖๐ , ๔๕๕๕๙ , ๔๕๕๕๘ , ๔๕๕๕๗ และ ๔๕๕๕๖ เป็นทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอม ให้จำเลยไปจดทะเบียนในโฉนดที่ดินของจำเลยเป็นทางจำเป็นหรือทางภาระจำยอมต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยไม่ไปขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกไป หากจำเลยไม่รื้อถอนก็ให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนได้เองโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณานัดสืบพยานจำเลย เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๓๙ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฝ่ายจำเลยไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง จึงถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยานอีกต่อไป เป็นอันหมดพยานจำเลย คดีเสร็จการพิจารณา นัดฟังคำพิพากษาวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๙ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา จำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๓๙ ว่า ในวันเวลาที่ศาลนัดทนายจำเลยและพยานจำเลยไปศาลแล้ว แต่มิได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ทราบ เนื่องจากพยานจำเลยมอบเอกสารสำคัญเป็นพยาน ทนายจำเลยจึงไปดำเนินการเพื่อยื่นคำร้องขอระบุพยานเพิ่มเติมที่แผนกรับคำร้อง โดยให้พยานจำเลยดำเนินการถ่ายเอกสาร จำเลยมิได้จงใจขาดนัด จำเลยประสงค์จะสืบพยานสำคัญอีก ๔ ปาก เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเดิมและสืบพยานจำเลยต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ทางพิพาทกว้าง ๒.๕๐ เมตร ยาวตลอดแนวที่ดินด้านเหนือในที่ดินจำเลยโฉนดเลขที่ ๔๕๕๖๐ ไม่เป็นทางภาระจำยอม แต่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโจทก์ทั้งสองโฉนดเลขที่ ๔๕๕๕๗และ ๔๕๕๕๙ ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ตามลำดับ พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนทางดังกล่าวเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๕๕๕๗ และ ๔๕๕๕๙ หากจำเลยไม่ไป ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกจากทางพิพาท หากจำเลยไม่รื้อก็ให้โจทก์รื้อถอนได้เอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษาแก้เป็นว่า คำขอที่ว่า หากจำเลยไม่รื้อถอนสิ่งก่อสร้างให้โจทก์ทั้งสองรื้อถอนได้เอง กับคำขอที่ให้จำเลยไปจดทะเบียนทางพิพาทเป็นทางจำเป็นในโฉนดที่ดินจำเลย หากจำเลยไม่ไป ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๓๙๔ จึงฟ้องให้ที่ดินเป็นทางจำเป็นออกสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะที่ดินโฉนดแปลงเดิม คือที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๓๙๔ เท่านั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า เดิมนางฟักเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๓๙๔ ต่อมาปี ๒๕๓๓ นางฟักแบ่งแยกที่ดินเป็นแปลงย่อยและออกโฉนดที่ดินใหม่รวม ๕ แปลง จำเลยได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๕๕๖๐ นางหนูได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๕๕๕๙ โจทก์ที่ ๑ ได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๕๕๕๗ ต่อมาที่ดินนางหนูตกเป็นของโจทก์ที่ ๒ เห็นว่า เมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งสองและของจำเลยต่างแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๓๙๔ ในคราวเดียวกัน เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะได้ คงมีที่ดินของจำเลยเพียงแปลงเดียวที่อยู่ติดทางสาธารณประโยชน์ โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นจากที่ดินแปลงใดแปลงหนึ่งที่แบ่งแยกในคราวเดียวกัน รวมถึงที่ดินของจำเลยได้โดยตรงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๐ หาใช่มีสิทธิเรียกร้องเอาทางจำเป็นได้แต่เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๓๙๔ แปลงเดิมส่วนที่คงเหลือจากการแบ่งแยกแบ่งโอนกันแล้วเท่านั้นไม่ ประเด็นที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๒ วินิจฉัยว่า ทางจำเป็นกว้าง ๒.๕๐ เมตร จำเลยยังไม่เห็นด้วยเพราะที่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นพิพาทว่าทางจำเป็นกว้างเท่าใด และจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านเพราะจำเลยมั่นใจว่าทางพิพาทไม่ใช่ทางจำเป็น แต่เมื่อศาลฟังว่าเป็นทางจำเป็นก็ต้องกำหนดให้เพียงประโยชน์ในการผ่านเข้าออก และให้จำเลยเสียหายเพียงเล็กน้อย ขอให้ศาลฎีกากำหนดให้ทางจำเป็นกว้างไม่เกิน ๑ เมตร นั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือทางจำเป็นหรือไม่ ถือได้ว่ามีประเด็นในเรื่องความกว้างยาวของทางจำเป็นด้วยแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ไม่รับวินิจฉัยเพราะถือว่าไม่มีประเด็น จึงเป็นการไม่ชอบ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4888/2541 นางเขียว คล้ายก้อน กับพวก โจทก์ นายนา ทองบรรจบ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเขียว คล้ายก้อน กับพวก · จำเลย - นายนา ทองบรรจบ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สถิตย์ ไพเราะ · ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ · ศุภชัย ภู่งาม
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายนำ กรุยรุ่งโรจน์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายเสรี ภูรีญานสวัสดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 1768/2548ฎีกา 3206/2537ฎีกา 779/2532ฎีกา 685/2550ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 2501/2526ฎีกา 3350/2538ฎีกา 369/2522ฎีกา 1969/2515ฎีกา 2752/2537ฎีกา 200/2536ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6039/2537ฎีกา 404/2507ฎีกา 2709/2538ฎีกา 541/2509ฎีกา 70/2518ฎีกา 495/2545ฎีกา 4564/2543ฎีกา 6369/2550ฎีกา 591/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา