คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 112/2542
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่กลับรถในขณะที่มีรถอื่นตามมาในระยะน้อยกว่า 100 เมตร เป็นการขับรถโดยประมาทตามกฎหมาย แม้ว่าฝ่ายผู้เสียหายจะกระทำผิดกฎหมายจราจรด้วยก็ตาม การกระทำผิดของผู้เสียหายไม่ทำให้การกระทำโดยประมาทของจำเลยกลายเป็นไม่ประมาท
ย่อคำพิพากษา
จำเลยกลับรถในขณะที่มีรถอื่นตามมาในระยะน้อยกว่า 100 เมตร จึงเป็นการขับรถยนต์โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 52 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติ ขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการขับรถ ถือได้ว่าจำเลยขับรถยนต์โดยความประมาท ส่วนที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถที่ 2 ไม่ขับในช่องเดินรถซ้ายสุดตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบกฯ มาตรา 35 วรรคสอง ก็ดี หรือขับรถจักรยานยนต์ ด้วยความเร็วเกินสมควรหรือไม่ก็ดี ไม่ว่าการกระทำของ โจทก์ร่วมที่ 1 จะเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่ ก็หาทำให้การกระทำของจำเลยที่เป็นการกระทำโดยประมาท กลับเป็นไม่ประมาทไปได้ไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา ม.300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก ม.35 พระราชบัญญัติจราจรทางบก ม.43 พระราชบัญญัติจราจรทางบก ม.52 พระราชบัญญัติจราจรทางบก ม.157 คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณานายสมศักดิ์ ช้อยเชื้อดี กับนายคำเขียน ชาติโยผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เรียกนายสมศักดิ์เป็นโจทก์ร่วมที่ 1 นายคำเขียนเป็นโจทก์ร่วมที่ 2
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 5ธ-9506 กรุงเทพมหานคร เลี้ยวขวาตัดผ่านช่องเดินรถที่ 1 ไปช่องเดินรถที่ 2 และไปถึงเส้นแบ่งกึ่งกลางถนนเพื่อกลับรถก็ถูกรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กรุงเทพมหานคร 8ฟ-8447 ขับโดยนายสมศักดิ์ ช้อยเชื้อดี โจทก์ร่วมที่ 1และมีนายคำเขียน ชาติโย โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้ซ้อนท้ายแล่นตามหลังมาในช่องเดินรถที่ 2 พุ่งเข้าชนบริเวณประตูหน้าด้านขวามือของจำเลย เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมทั้งสองรับอันตรายสาหัสปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีเพียงข้อเดียวว่า จำเลยขับรถยนต์คันเกิดเหตุโดยประมาทหรือไม่ เห็นว่าโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีโจทก์ร่วมทั้งสองและนายอรรณพ บินฮัดเป็นประจักษ์พยานแต่คำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสองและนายอรรณพแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญประการหนึ่ง กล่าวคือ โจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความว่าขณะโจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาจนห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ15 เมตร เห็นรถยนต์จำเลยจอดอยู่ที่ริมถนนด้านซ้ายมือในช่องเดินรถที่ 1 แล้วเลี้ยวขวาออกมาโดยกะทันหัน โจทก์ร่วมที่ 1 พยายามหักรถหลบออกทางขวาแต่ไม่พ้น รถจึงพุ่งเข้าชนรถยนต์จำเลย ส่วนนายอรรณพกลับเบิกความว่า ขณะจำเลยเลี้ยวขวาเพื่อกลับรถมีรถยนต์เก๋งคันหนึ่งแล่นมาในทางเดินรถเดียวกันในช่องเดินรถที่ 2 เมื่อจำเลยให้สัญญาณขอทาง รถยนต์เก๋งคันดังกล่าวชะลอความเร็วและหยุดรถให้จำเลยกลับรถตัดผ่านจากช่องเดินรถที่ 1 ไปช่องเดินรถที่ 2 และไปถึงเส้นแบ่งกึ่งกลางถนน ก็ถูกรถจักรยานยนต์ที่ขับโดยโจทก์ร่วมที่ 1พุ่งเข้าชนจึงเห็นควรวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความหรือเป็นดังที่นายอรรณพเบิกความ เห็นว่านายอรรณพเป็นเพื่อนร่วมงานกับจำเลย เหตุเกิดหลังจากจำเลยขับรถไปส่งนายอรรณพและภริยา และคำเบิกความของนายอรรณพดังกล่าวข้างต้นยังแตกต่างกับคำเบิกความของจำเลยในข้อสาระสำคัญหลายประการ กล่าวคือจำเลยกลับเบิกความว่า รถยนต์คันที่ชะลอความเร็วให้รถยนต์จำเลยเลี้ยวขวาคือรถยนต์กระบะและรถยนต์กระบะไม่ได้หยุดรถเพียงแต่ชะลอความเร็วให้รถจำเลยแล่นผ่านแล้วรถยนต์กระบะก็แล่นอ้อมท้าย รถยนต์ จำเลยเข้ามาในช่องเดินรถที่ 1และแล่นผ่านไปจึงทำให้คำเบิกความของนายอรรณพในข้อดังกล่าวขาดน้ำหนัก ส่วนพยานโจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันและตามที่ปรากฏจากบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจรเอกสารหมาย จ.8 กับแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.9ก็ไม่ปรากฏว่ามีรถยนต์กระบะหรือรถยนต์เก๋งจอดให้รถยนต์จำเลยแล่นผ่านคำเบิกความของโจทก์ร่วมทั้งสองจึงมีน้ำหนักน่ารับฟัง เมื่อจำเลยกลับรถในขณะที่มีรถอื่นตามมาในระยะน้อยกว่า 100 เมตร จึงเป็นการขับรถยนต์โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 52 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการขับรถ ถือได้ว่าจำเลยขับรถยนต์โดยประมาท ส่วนที่โจทก์ร่วมที่ 1ขับรถจักรยานยนต์ในช่องเดินรถที่ 2 ไม่ขับในช่องเดินรถซ้ายสุดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 35 วรรค 2 ก็ดีหรือขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วเกินสมควรหรือไม่ก็ดี ไม่ว่าการกระทำของโจทก์ร่วมที่ 1 จะเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่ก็หาทำให้การกระทำของจำเลยที่เป็นการกระทำโดยประมาทกลับเป็นไม่ประมาทไปได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแต่ตามพฤติการณ์ของคดี เห็นควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด1 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 112/2542
พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด โจทก์
โจทก์ร่วม โจทก์
นาย สม ศักดิ์ ช้อย เชื้อ ดี กับพวก โจทก์
นาย มา วิน จิติวรรณหรือจิตติวรร ณ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงาน อัยการ สูงสุด · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นาย สม ศักดิ์ ช้อย เชื้อ ดี กับพวก · จำเลย - นาย มา วิน จิติวรรณหรือจิตติวรร ณ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ · พิมล สมานิตย์ · ชวลิต ธรรมฤาชุ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ