⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1945/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1945/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อหุ้นส่วนแสดงเจตนาปฏิเสธความเป็นหุ้นส่วน โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกเงินลงทุนคืนได้โดยไม่ต้องดำเนินการเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชี

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ทำสัญญาเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อซื้อที่ดินมาค้าหากำไรโดยมีข้อสัญญาว่าเมื่อซื้อที่ดินมาแล้วหุ้นส่วนทุกคนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นร่วมกัน และหุ้นส่วนทุกฝ่ายตกลงกันว่าจะไม่มีการเรียก เงินลงทุนคืนระหว่างดำเนินการ ต่อมาเมื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากผู้ขายแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ไม่ใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว แต่กลับใส่ชื่อจำเลยที่ 7 ถึงที่ 10 แทนที่โจทก์ แล้วนำที่ดินแปลงดังกล่าวจำนอง โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ชำระเงินลงหุ้นให้ครบและไม่ยอมจำนองที่ดินพิพาท เท่ากับเป็นการปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนอีกต่อไป โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกเงินลงหุ้นหรือเงินลงทุนคืนได้ กิจการของหุ้นส่วนในคดีนี้มีเพียงอย่างเดียวคือ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนลงทุนเพื่อซื้อที่ดินแปลงหนึ่งมาค้าหากำไร ไม่ปรากฎว่ามีทรัพย์สินอื่นนอกจากเงินลงหุ้นและไม่ปรากฏหนี้สินแต่อย่างใด การที่จะให้ไปดำเนินการฟ้องขอให้ เลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนเสียก่อน ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกฝ่าย ศาลย่อมพิพากษาให้คืนเงินลงหุ้นไปได้เลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1026 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1055 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1061

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๒,๙๔๖,๐๖๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๑๐ ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ เพราะจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ มิได้เป็น คู่สัญญากับโจทก์ มิได้รับเงินจากโจทก์ และมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ เพราะสัญญาเข้าหุ้นส่วนมีข้อตกลงว่า หุ้นส่วนทุกฝ่ายตกลงจะไม่มีการเรียกเงินคืนระหว่างดำเนินการไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ชำระเงินจำนวน ๒,๓๕๘,๐๓๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีในต้นเงิน ๑,๗๗๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ร่วมกันใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓๐,๐๐๐ บาท สำหรับจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนนี้ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเบื้องต้นว่า โจทก์และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ได้ทำสัญญาเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อซื้อที่ดินมาค้าหากำไร โดยมีข้อสัญญาว่า เมื่อซื้อที่ดินมาแล้วหุ้นส่วนทุกคนเป็นเจ้าของกรรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้นร่วมกันตามสัดส่วนในการลงทุน และหุ้นส่วนทุกฝ่ายตกลงกันว่าจะไม่มีการเรียกเงินลงทุนคืนระหว่างดำเนินการไม่ว่า กรณีใด ๆ ทั้งสิ้น โจทก์จ่ายเงินลงหุ้นบางส่วนแล้ว ต่อมาปรากฏว่าเมื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากผู้ขายแล้ว ผู้มีชื่อเป็นผู้ซื้อและเป็นเจ้าของรวมในที่ดินดังกล่าวคือจำเลยทั้งสิบ และจำเลยทั้งสิบได้จำนองที่ดินนั้นต่อธนาคารในวันโอนกรรมสิทธิ์ คดีมีประเด็นที่สมควรวินิจฉัยเป็นข้อแรกตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะสัญญาเข้าหุ้นส่วนระบุว่า หุ้นส่วนทุกฝ่ายตกลงกันว่าจะไม่มีการเรียกเงินลงทุนคืนระหว่างดำเนินการไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น และโจทก์มิได้ฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชีก่อน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้จะมีข้อสัญญาเข้าหุ้นส่วนตามที่จำเลยอ้าง แต่ถ้าข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ผิดสัญญารับเงินลงหุ้นจำนวนมากจากโจทก์แล้วไม่ยอมใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ตกลงเข้าหุ้นซื้อมาเพื่อค้าหากำไร กลับไปใส่ชื่อจำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ อันเป็นการผิดสัญญาในสาระสำคัญ โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสิบก็ยังเพิกเฉย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเรียกเงินลงหุ้นหรือเงินลงทุนคืนได้ เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกเงินลงหุ้นคืนโดยไม่ได้ขอ แบ่งผลกำไร จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ก็ให้การว่าไม่ได้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ซื้อเพราะโจทก์ไม่ชำระเงินลงหุ้นให้ครบถ้วน และไม่ยอมกู้เงินจากธนาคารตามมติของที่ประชุมหุ้นส่วน ที่ประชุมหุ้นส่วนจึงลงมติให้จำเลยที่ ๑ รับช่วงในหุ้นของโจทก์และให้จำเลยที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อันเป็นการยอมรับว่าไม่ให้โจทก์เป็นหุ้นส่วนอีกต่อไป ศาลชั้นต้นรับพิจารณาสืบพยานทั้งสองฝ่ายจนสิ้นกระแสความแล้ว กิจการของ ห้างหุ้นส่วนนี้มีเพียงอย่างเดียวคือ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนลงทุนเพื่อซื้อที่ดินแปลงหนึ่งมาค้าหากำไร ไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอื่นนอกจากเงินลงหุ้นและไม่ปรากฏหนี้สินแต่อย่างใด การที่จะให้ไปดำเนินการฟ้องขอให้เลิกห้างหุ้นส่วนและ ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนเสียก่อนย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกฝ่าย ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้คืนเงินลงหุ้นตามที่พิจารณาได้ความไปได้เลย ฎีกาจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น? พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ร่วมกันใช้เงินจำนวน ๑,๗๗๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๖ ใช้แทนโจทก์ตามจำนวน ทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1945/2542 นางเพ็ญวดี วิโรจน์วงศ์ โจทก์ นายอภิชิต จึงเจริญพาณิชย์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเพ็ญวดี วิโรจน์วงศ์ · จำเลย - นายอภิชิต จึงเจริญพาณิชย์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปัญญา ถนอมรอด · ระพินทร บรรจงศิลป · สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสมชาย สินเกษม · ศาลอุทธรณ์ - นายวินัย ตุลยภักดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1073/2508ฎีกา 1249/2526ฎีกา 1490/2535ฎีกา 1854/2493ฎีกา 2620/2517ฎีกา 2893/2531ฎีกา 5360/2546ฎีกา 5693/2549ฎีกา 673/2526ฎีกา 1812/2506ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 704/2522ฎีกา 1029/2519ฎีกา 1565/2543ฎีกา 2618/2526ฎีกา 1218/2534ฎีกา 5280/2544ฎีกา 73-74/2506ฎีกา 2765/2548ฎีกา 2368/2523ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1971/2494ฎีกา 789/2515ฎีกา 513/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา