⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2363/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2363/2542

ย่อคำพิพากษา

++ เรื่อง เลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท (ชั้นไม่รับคำคู่ความ) ++ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ++ โปรดดูย่อจากหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา สำนักงานศาลยุติธรรม ++ เล่มที่ 8 หน้า 73 ++ ++ ขอดูชุดพิเศษโปรดติดต่อห้องบริการเอกสารสำเนาคำพิพากษา (ห้องสมุด) ชั้น 4, 5 ++

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.179 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม.26

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

เรื่อง เลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีท (ชั้นไม่รับคำคู่ความ) จำเลย อุทธรณ์คัดค้าน คำสั่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ลงวันที่ ๑๑ เดือน มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ ศาลฎีกา รับวันที่ ๒๒ เดือน กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๒ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ สำนักงานสาธรและได้ขอสินเชื่อกับโจทก์หลายประเภท รวมทั้งสินเชื่อทรัสต์รีซีทและเลตเตอร์ออฟเครดิต เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๐ ถึงวันที่ ๓ ตุลาคม๒๕๔๐ จำเลยได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ รวม ๕๙ ครั้ง เพื่อรับมอบเอกสารสิทธิในสินค้าที่ส่งมาจากต่างประเทศ ซึ่งโจทก์ได้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยสำหรับการสั่งสินค้าและชำระค่าสินค้าแทนจำเลยจำเลยได้รับเอกสารสิทธิจากโจทก์เพื่อรับสินค้าไปจำหน่ายเรียบร้อยแล้วและโจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตไปแล้ว แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งหมดให้โจทก์จำนวน๑๗๗,๐๖๑,๕๒๕.๘๘ บาท และดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๓๓,๘๑๐,๒๔๗.๓๔ บาท รวมต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๒๑๐,๘๗๑,๗๗๓.๒๒ บาท และในวันที่๙ พฤษภาคม ๒๕๔๑ จำเลยได้ขอให้โจทก์ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตประเภทเพิกถอนไม่ได้สำหรับการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ โดยจำเลยตกลงยอมชำระเงินตามจำนวนที่โจทก์จ่ายตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้โจทก์ ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่โจทก์จ่ายไปรวม ๒ ครั้ง คิดเป็นเงินจำนวน ๑๑,๘๒๙,๖๐๐ บาทและดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวคิดถึงวันฟ้องจำนวน ๑,๒๑๒,๖๕๘.๙๖ บาทรวมต้นเงินตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน๑๓,๐๔๒,๒๕๘.๙๖ บาท รวมเป็นเงินซึ่งจำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสิ้น ๒๒๓,๙๑๔,๐๓๒.๑๘ บาท โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามจำเลยแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๒๒๓,๙๑๔,๐๓๒,๑๘ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๒๑ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๘๘,๘๙๑,๑๒๕.๘๘ บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระเงินดังกล่าวหรือชำระไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์จำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิจากการขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมจำเลยไม่เคยทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์เพื่อรับมอบเอกสารสิทธิในสินค้าที่ส่งมาจากต่างประเทศ จำเลยไม่เคยเห็นสัญญาทรัสต์รีซีทที่แนบท้ายฟ้อง และโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง การที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้เงินใด ๆ ต่อโจทก์ แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเพื่อต้องการให้จำเลยได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง โดยจำเลยมีคู่ค้าและผู้ถือหุ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมากทำให้บริษัทจำเลยขาดความเชื่อถือ จำเลยต้องเสียหายขาดประโยชน์รายได้จากการประกอบธุรกิจเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งโจทก์จะต้องรับผิดใช้แก่จำเลย ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยจำนวน ๓๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า "ฟ้องแย้งเป็นเรื่องละเมิดไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับ" จำเลยอุทธรณ์ขอให้รับฟ้องแย้ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยเป็นหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทและเลตเตอร์ออฟเครดิต รวมต้นเงินและดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน๒๒๓,๙๑๔,๐๓๒.๑๘ บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่มีมูลความจริง เอกสารท้ายฟ้องของโจทก์เป็นเอกสารเท็จ การที่โจทก์นำความเท็จมาฟ้องกล่าวหาจำเลยคดีนี้จึงน่าจะรับฟังได้ว่า คำฟ้องของโจทก์กับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยเป็นมูลคดีเดียวกันทั้งสิ้นซึ่งศาลควรรวมพิจารณาในคราวเดียวกันได้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างว่า จำเลยทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์หลายคราว กับขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต แล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทและตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตที่โจทก์ชำระเงินแทนจำเลยไป ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว ซึ่งมูลคดีที่โจทก์ฟ้องสืบเนื่องจากจำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญา ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยอ้างว่า โจทก์ทำให้จำเลยขาดความเชื่อถือในทางการค้า จำเลยต้องเสียหายขาดประโยชน์รายได้จากการประกอบธุรกิจ ขอให้บังคับให้โจทก์ใช้ค่าเสียหาย ดังนั้นฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นการตั้งประเด็นว่า การฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นการแกล้งฟ้อง เป็นการละเมิดต่อจำเลย ทำให้ชื่อเสียงของจำเลยเสียหายฟ้องแย้งของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นมูลเหตุคนละเรื่องกัน ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม ไม่อาจจะรวมการพิจารณาชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ ตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และมาตรา ๑๗๙ วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๒๖ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2363/2542 ธนาคารเอเซีย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทกรุงเทพผลิตเหล็ก จำกัด (มหาชน) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารเอเซีย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัทกรุงเทพผลิตเหล็ก จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์ · จรัญ หัตถกรรม · ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7919/2553ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 618/2568ฎีกา 6695/2548ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 3329/2550ฎีกา 352/2498ฎีกา 119/2532ฎีกา 4484/2536ฎีกา 6555/2538ฎีกา 1816/2534ฎีกา 3827/2542ฎีกา 497/2539ฎีกา 234/2491
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา