⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9593/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9593/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การถอนคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินเกินความจำเป็น ทำให้ไม่มีประเด็นให้ศาลวินิจฉัยในส่วนนั้นอีกต่อไป และค่าธรรมเนียมที่โจทก์ต้องชำระให้คิดจากราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดในการบังคับคดี

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยที่ 1 จะได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19767 โดยอ้างว่าโจทก์นำยึดเกินความจำเป็นแก่การบังคับคดี และโจทก์ยื่นคำคัดค้านไว้แต่ขณะคดีอยู่ระหว่างไต่สวน จำเลยที่ 1 ได้ถอนคำร้องฉบับดังกล่าว คดีจึงไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยว่าโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เกินความจำเป็นแก่การบังคับคดีหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้โจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินทั้งหมดที่ยึด ทั้งที่จำเลยที่ 1 ถอนคำร้องไปแล้วจึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา โจทก์คงมีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง จากราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในการบังคับคดี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสันคืนแก่โจทก์ในสภาพใช้การได้ดี หากไม่ส่งคืนก็ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับชำระค่าเสียหายเดือนละ 3,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถ แต่ไม่เกิน 12 เดือน จำเลยทั้งสองไม่ยอมชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน 3 แปลง โฉนดเลขที่ 11343 โฉนดเลขที่ 19766 และ 19767 ของจำเลยที่ 1 ราคาประเมินรวมกัน 7,916,000 บาท จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2540 ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 19767 อ้างว่า โจทก์นำยึดเกินความจำเป็นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 วรรคหนึ่ง โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าทรัพย์สินที่ยึดทั้งหมดติดภาระจำนองต่อบุคคลภายนอกจึงไม่เป็นการยึดเกินความจำเป็นแก่การบังคับคดี ปรากฏว่าขณะคดีอยู่ระหว่างไต่สวน โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้จำเลยที่ 1 จึงถอนคำร้อง และโจทก์ยื่นคำแถลงขอถอนการยึดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่พนักงานบังคับคดีโดยขอวางเงินค่าธรรมเนียมการถอนการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง จากราคาประเมินรวมกันของทรัพย์สินที่ยึดทั้งหมด โจทก์ยื่นคำร้องว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่งจากราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ยึดทรัพย์สินเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดี มีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึดตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า กรณีที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในการยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง โดยคำนวณจากราคาประเมินของทรัพย์สินที่ยึดทั้งหมดตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น จะต้องเป็นกรณีที่โจทก์นำยึดเกินกว่าที่จำเป็นแก่การบังคับคดีซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 284 วรรคหนึ่ง ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าแม้จำเลยที่ 1 จะได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 27 สิงหาคม 2540 ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19767 โดยอ้างว่าโจทก์นำยึดเกินความจำเป็นแก่การบังคับคดี และโจทก์ยื่นคำคัดค้านไว้ แต่ขณะคดีอยู่ระหว่างไต่สวน จำเลยที่ 1 ก็ได้ถอนคำร้องฉบับดังกล่าวแล้ว ดังนี้ คดีจึงไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์นำยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 เกินความจำเป็นแก่การบังคับคดีหรือไม่ การที่ศาลชั้นต้นหยิบยกมารับฟังเป็นข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้โจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินทั้งหมดที่ยึด ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 ถอนคำร้องไปแล้ว จึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา โจทก์คงมีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง จากราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในการบังคับคดีอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมการยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3 ครึ่ง ของราคาทรัพย์สินที่ยึด แต่ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดในการบังคับคดีของจำเลยที่ 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9593/2542 บริษัท สยามกลการ จำกัด โจทก์ นายวิทยา พุฒตาล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท สยามกลการ จำกัด · จำเลย - นายวิทยา พุฒตาล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย จุลนิติ์ · ระพินทร บรรจงศิลป · วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ