⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4597/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4597/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ แต่คู่สัญญาฝ่ายที่ถูกฟ้องให้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นที่ศาลวินิจฉัยว่าได้มีการทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว แม้ตนจะเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้นก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนขายบ้านให้โจทก์จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เคยขายบ้านให้โจทก์ สัญญาซื้อขายบ้านที่โจทก์อ้างเป็นเอกสารปลอมและเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยทำสัญญาขายบ้านให้โจทก์แล้วจำเลยทำสัญญาเช่าบ้านด้วย แสดงเจตนาซื้อขายบ้านเสร็จเด็ดขาด เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ ดังนี้แม้จำเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้น แต่ที่ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยทำสัญญาขายบ้านให้แก่โจทก์แล้วทำสัญญาเช่าบ้านนั้นอาจทำให้จำเลยเสียสิทธิเป็นที่เสียหายหรือเป็นโทษแก่จำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นดังกล่าวได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.223 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือสัญญาขายบ้านเลขที่ 14/50ของจำเลยให้แก่โจทก์ ได้รับชำระราคาครบถ้วนแล้ว โจทก์แจ้งให้จำเลยจดทะเบียนการขายบ้านดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยยื่นคำขอจดทะเบียนการขายบ้านเลขที่ 14/50 ให้แก่โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่าจำเลยไม่เคยทำสัญญาขายบ้านเลขที่ 14/50 ให้แก่โจทก์ สัญญาซื้อขายท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอมจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โจทก์อ้างว่าไม่มีสัญญากู้ยืม ให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ยังไม่ได้กรอกข้อความและการซื้อขายบ้านตามที่โจทก์อ้างเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดคู่สัญญาไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาขายบ้านให้โจทก์ได้รับชำระราคาไปแล้วและจำเลยทำสัญญาเช่าบ้านดังกล่าวด้วย แสดงเจตนาซื้อขายบ้านกันเสร็จเด็ดขาดโดยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะ โจทก์ฟ้องร้องบังคับให้จำเลยจดทะเบียนการโอนไม่ได้พิพากษายกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ว่า ไม่ได้ทำสัญญาขายบ้านและเช่าบ้านดังกล่าวแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาว่าจำเลยได้ทำสัญญาขายบ้านและทำสัญญาเช่าบ้านรายพิพาทให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น นางเพชราโจทก์เบิกความว่า จำเลยได้ทำหนังสือสัญญาการซื้อขายบ้านพิพาทให้โจทก์เป็นเงิน 40,000 บาท และนายทวน กิ่งแก้ว บุตรจำเลยก็ได้ทำหนังสือสัญญาการซื้อขายที่ดินปลูกบ้านพิพาทให้แก่โจทก์เป็นเงิน30,000 บาทตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ตามลำดับ เมื่อจำเลยขายบ้านพิพาทให้โจทก์แล้ว จำเลยไม่มีที่อยู่จึงได้ทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านพิพาทให้โจทก์โดยเสียค่าเช่าในอัตราเดือนละ 7,000 บาทตามหนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 หนังสือสัญญาการซื้อขายและหนังสือสัญญาเช่าดังกล่าวมีนายเนย ตางาม และนายวานิชชูศิลป์เชาว์ พยานโจทก์เบิกความต้องกันว่านายเนยเป็นผู้เขียนและเป็นพยานในสัญญา ส่วนนายวานิชเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานจำเลยและบุตรได้ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ ศาลฎีกาได้ตรวจเอกสารดังกล่าวแล้วปรากฏว่าเป็นแบบพิมพ์สำหรับกรอกข้อความ ลายมือและสีหมึกที่กรอกข้อความเป็นอย่างเดียวกัน เชื่อได้ว่าเขียนขึ้นในคราวเดียวกัน ทั้งจำเลยก็เบิกความรับว่าได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาการซื้อขายและหนังสือสัญญาเช่าดังกล่าวให้โจทก์ไว้จริง ที่จำเลยนำสืบว่าได้กู้เงินโจทก์ไป 70,000 บาท ได้ออกเช็คให้โจทก์ไว้เป็นประกันและลงลายมือชื่อในสัญญาซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความให้โจทก์ไว้ต่อมาโจทก์ได้มอบเช็คดังกล่าวให้นายมานิตย์ มาตยคุณ ฟ้องจำเลยและได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยยอมผ่อนใช้เงินให้แก่นายมานิตย์ และโจทก์รับรองว่าจะไม่ฟ้องร้องจำเลยอีกนั้น นายมานิตย์ มาตยคุณ พยานจำเลยเบิกความว่า ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีเช็ค นายมานิตย์เป็นโจทก์ฟ้องเองโดยนางเพชรามิได้เป็นโจทก์ หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว จำเลยได้ชำระเงินตามสัญญาดังกล่าวให้แก่นายมานิตย์ทุกเดือน ดังนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า พยานโจทก์มีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาการซื้อขายบ้านและทำสัญญาเช่าบ้านรายพิพาทให้แก่โจทก์จริง ที่โจทก์แก้ฎีกาว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่า หนังสือสัญญาซื้อขายที่โจทก์นำมาฟ้องไม่ใช่สัญญาปลอมแต่พิพากษายกฟ้องโจทก์ในเหตุอื่นและมิได้พิพากษาบังคับจำเลยแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์คดีก็เป็นอันยุติจำเลยจะอุทธรณ์หรือฎีกาขอให้ศาลพิพากษาว่าหนังสือสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาปลอมย่อมไม่ชอบนั้น เห็นว่าแม้จำเลยจะเป็นฝ่ายชนะคดีในศาลชั้นต้น แต่ที่ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาขายบ้านให้แก่โจทก์แล้วทำสัญญาเช่าบ้านดังกล่าวนั้นอาจทำให้จำเลยเสียสิทธิเป็นที่เสียหายหรือเป็นโทษแก่จำเลย ดังนั้น จำเลยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นดังกล่าวได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4597/2531 นาง เพชรา จิวาลักษณ์ โจทก์ นางสาว สม พิศ กิ่ง แก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง เพชรา จิวาลักษณ์ · จำเลย - นางสาว สม พิศ กิ่ง แก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ถวิล ทองสว่างรัตน์ · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 609/2526ฎีกา 2076/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 1022/2551ฎีกา 7154/2551ฎีกา 3350/2538ฎีกา 5272/2544ฎีกา 361/2539ฎีกา 8735/2542ฎีกา 793/2507ฎีกา 780/2535ฎีกา 4041/2542ฎีกา 557/2493ฎีกา 2891/2537ฎีกา 4473/2541ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1498/2548ฎีกา 3830/2524ฎีกา 1088/2533ฎีกา 9203/2547ฎีกา 5150/2552ฎีกา 1733/2498ฎีกา 85/2540ฎีกา 70/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา