⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2230/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2230/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มโดยแสดงภาษีซื้อไม่ตรงต่อความจริงอันเป็นการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องและเป็นการแสดงจำนวนภาษีซื้อไว้เกินไปนั้น ต้องเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) และหากเป็นการแสดงจำนวนภาษีซื้อไว้เกินไปอันเกิดจากใบกำกับภาษีปลอม จะต้องเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(7) ซึ่งกำหนดให้เรียกเบี้ยปรับได้ 2 เท่าของจำนวนภาษีในใบกำกับภาษีปลอมเท่านั้น โดยไม่อาจเรียกเบี้ยปรับทั้งตามมาตรา 89(4) และ (7) รวมกันได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์แสดงภาษีซื้อในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ตรงต่อความจริงอันเป็นการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องและเป็นการแสดงจำนวนภาษีซื้อไว้เกินไป ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์จะต้องเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) อยู่ด้วยในตัว เมื่อมาตรา 89(7) กำหนดให้เรียกเบี้ยปรับได้ 2 เท่า แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายจะให้ปรับสูงขึ้นกว่าการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องในกรณีอื่นดังนั้น จึงเรียกเบี้ยปรับสูงสุดเพียง 2 เท่าของจำนวนภาษีในใบกำกับภาษีปลอมตามมาตรา 89(7) เท่านั้น หาอาจเรียกเบี้ยปรับได้ทั้งตามมาตรา 89(4) และ (7) รวม 3 เท่าอันเป็นการเรียกเบี้ยปรับซ้ำซ้อนกันได้ไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลรัษฎากร ม.89

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์นำใบกำกับภาษีปลอมซึ่งเป็นใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบมาใช้ในการคำนวณภาษี ทำให้การยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีขายหรือจำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป จึงประเมินเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) จำนวน 1 เท่า และ (7) จำนวน 2 เท่า รวม 3 เท่า โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ โจทก์เห็นว่าการนำภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีปลอมมาเป็นภาษีซื้อคำนวณหักออกจากภาษีขายในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(7) เมื่อมาตรา 89(7) กำหนดให้เสียเบี้ยปรับ 2 เท่า ย่อมเห็นได้ว่าประมวลรัษฎากรมุ่งหมายจะลงโทษปรับให้สูงขึ้นโดยให้รับผิดตามมาตรา 89(7) เพียงอนุมาตราเดียวมิได้มุ่งหมายให้ปรับทุกอนุมาตรารวมกัน ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินที่ให้เสียเบี้ยปรับ ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และให้ลดเบี้ยปรับลง จำเลยให้การว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม เครดิตภาษีซื้อสูงเกินความจริง โดยนำภาษีซื้อของใบกำกับภาษีปลอมมาเครดิต กับไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีซื้อได้เจ้าพนักงานของจำเลยได้ประเมินเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากรมาตรา 89(4) โดยปรับ 1 เท่าของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงเกินไป และมาตรา 89(7)ปรับ 2 เท่า ของจำนวนภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีปลอม การที่โจทก์นำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีปลอมมาเครดิตออกจากภาษีขาย ยื่นแบบแสดงรายการภาษีซื้อสูงเกินไปและไม่เก็บใบกำกับภาษีซื้อให้จำเลยตรวจสอบ เป็นการกระทำที่สามารถแยกออกจากกันได้ การที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยเรียกเบี้ยปรับตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีดังกล่าวเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้วขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินให้เป็นตามที่โจทก์ขอ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่โจทก์นำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีปลอมมาคำนวณหักออกจากภาษีขายในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์จะต้องเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(7) นั้น แสดงว่าโจทก์แสดงภาษีซื้อในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ตรงต่อความจริง อันเป็นการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีไว้ไม่ถูกต้องและเป็นการแสดงจำนวนภาษีซื้อไว้เกินไป ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์จะต้องเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) อยู่ด้วยในตัว จึงไม่อาจมีการกระทำที่เข้าหลักเกณฑ์จะต้องเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(7) เพียงลำพังโดยไม่เข้าหลักเกณฑ์จะต้องเสียเบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) ได้ เมื่อมาตรา 89(7) กำหนดให้เรียกเบี้ยปรับได้ 2 เท่า แสดงว่าบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งหมายจะให้ปรับสูงขึ้นกว่าการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องในกรณีอื่น ดังนั้น จึงเรียกเบี้ยปรับได้สูงสุดเพียง2 เท่า ของจำนวนภาษีในใบกำกับภาษีปลอมตามมาตรา 89(7) เท่านั้นหาอาจเรียกเบี้ยปรับได้ทั้งตามมาตรา 89(4) และ (7) รวม 3 เท่า อันเป็นการเรียกเบี้ยปรับซ้ำซ้อนกันได้ไม่ เมื่อโจทก์ชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 89(7) แล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระเบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) ได้อีก ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2230/2543 บริษัท อินเตอร์แลนด์กรุ๊ป จำกัด โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท อินเตอร์แลนด์กรุ๊ป จำกัด · จำเลย - กรมสรรพากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทองหล่อ โฉมงาม · สันติ ทักราล · โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1116/2541ฎีกา 2165/2542ฎีกา 5878/2540ฎีกา 2073/2548ฎีกา 2518/2540ฎีกา 4420/2543ฎีกา 420/2518ฎีกา 665/2523ฎีกา 2169/2534ฎีกา 7146/2545ฎีกา 1027/2510ฎีกา 7765/2543ฎีกา 8310/2557ฎีกา 1411/2549ฎีกา 8120/2540ฎีกา 2781/2524ฎีกา 831/2519ฎีกา 5559/2559ฎีกา 1809/2540ฎีกา 7312/2542ฎีกา 8852/2543ฎีกา 8315/2543ฎีกา 1292/2518ฎีกา 5672/2548
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ