⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 831/2519

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 831/2519

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การประกอบธุรกิจการค้าอสังหาริมทรัพย์โดยมีลักษณะเป็นการค้าหากำไร ถือเป็นผู้ประกอบการค้าประเภทการค้าอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย การที่ศาลจะพิพากษาแก้ไขเบี้ยปรับตามกฎหมายที่แตกต่างจากที่ประเมินมา แต่ยังคงอยู่ในประเภทของความผิดที่เกี่ยวกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีการค้า ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินกว่าหรือนอกเหนือไปจากคำขอท้ายฟ้อง

ย่อคำพิพากษา

เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินมาแล้วได้ปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยการปลูกตึกแถวสองชั้นรวม 10 คูหา ลงในที่ดินโฉนดหนึ่ง ส่วนอีก 3 โฉนดเดิมเป็นแหล่งเสื่อมโทรม โจทก์ได้ลงทุนปรับปรุงด้วยการถมดิน ทำถนนคอนกรีต สร้างสะพานข้ามคลองพร้อมทั้งเขื่อนสร้างอาคารพาณิชย์ 82 คูหา ตลาดสด 2 ตลาด และแผงคอนกรีต 300 แผง ซึ่งในการนี้โจทก์ได้ลงทุนไปนับสิบล้านบาท โดยการนำที่ดินไปจำนองและกู้เงินจากผู้อื่นมาเกือบห้าล้านบาท สร้างแล้วไม่นานก็ขายไป พฤติการณ์แสดงว่าเป็นการประกอบธุรกิจการค้าหากำไร โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้าประเภทการค้าอสังหาริมทรัพย์ แม้ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าต้องขาดทุนจากการขายเพราะมีอุปสรรคในการดำเนินการ สมมุติว่าเป็นความจริงก็เกิดจากการดำเนินงานผิดพลาดของโจทก์เอง และไม่มีข้อยกเว้นในประมวลรัษฎากรว่า กรณีเช่นนี้ไม่ต้องเสียภาษีการค้า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้าทั้งหมด และในแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าท้ายฟ้องก็ระบุด้วยว่า เบี้ยปรับเรียกเก็บตามมาตรา 89 (21) อันเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามมาตรา 80 เมื่อศาลเห็นว่าควรเรียกเบี้ยปรับตามมาตรา 89 (2) ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการการค้าภายในกำหนด ศาลย่อมพิพากษาแก้ไขโดยให้จำเลยกำหนดเบี้ยปรับใหม่ตามมาตรา 89 (2) ได้ หานอกฟ้องนอกประเด็นไม่ เพราะเท่ากับเป็นการเพิกถอนการประเมินบางส่วน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลรัษฎากร ม.77 ประมวลรัษฎากร ม.80 ประมวลรัษฎากร ม.89

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๒ ได้ประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ โดยถือว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ในทางการค้าหากำไร ความจริงโจทก์ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาเพื่อก่อสร้างอาคารเก็บกินค่าเช่า แต่โจทก์ต้องขายไปด้วยความจำเป็นในราคาต่ำกว่าทุนมากมาย ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีการค้าของจำเลยที่ ๒ และยกคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓, ๔, ๕ จำเลยทั้งห้าให้การว่าคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ แต่ให้จำเลยกำหนดเบี้ยปรับใหม่ตามมาตรา ๘๙ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่าการที่โจทก์ขายทรัพย์สินไปนั้นเป็นไปในทางการค้าหากำไร แต่ที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยกำหนดเบี้ยปรับใหม่ตามมาตรา ๘๙ (๒) เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น พิพากษาแก้เป็นว่าโจทก์ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับตามาตรา ๘๙ ทั้งในข้อ (๑) และ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร ให้เพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ ๒ และการวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓, ๔, ๕ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับเบี้ยปรับตามมารตรา ๘๙ (๑) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งห้าฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาโจทก์ว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น เป็นทางค้าหรือหากำไรหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อโจทก์ซื้อที่ดินมาแล้ว ก็ได้ปรับปรุงให้ดีขึ้นโดยการปลูกตึกแถวสองชั้นรวม ๑๐ คูหา ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๑๗ ส่วนที่ดินโฉนดที่ ๒๔๓, ๑๖๒๐ และ ๓๗๘๘ นั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่าเป็นแหล่งเสื่อมโทรม โจทก์ได้ลงทุนปรับปรุงด้วยการถมที่ดิน ทำถนนคอนกรีตสร้างสะพานข้ามคลองบางลำภูพร้อมทั้งเขื่อน สร้างอาคารพาณิชย์ ๘๒ คูหา ตลาดสด ๒ ตลาด และแผงลอยอีก ๓๐๐ แผง ซึ่งในการนี้โจทก์ได้ลงทุนไปนับสิบล้านบาท โดยการนำที่ดินไปจำนองและกู้เงินจากผู้อื่นมาเกือบห้าล้านบาท สร้างแล้วไม่นานก็ขายไป พฤติการณ์แสดงว่าเป็นการประกอบธุรกิจการค้าหากำไร แม้ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าต้องขาดทุนจากการขายเพราะมีอุปสรรคต่าง ๆ ในการดำเนินการ เช่น ต้องเป็นความกับวัด และเทศบาลนครกรุงเทพ สมมุติว่าเป็นความจริง ก็เกิดจากการดำเนินงานผิดพลาดของโจทก์เอง และไม่มีข้อยกเว้นในประมวลรัษฎากรว่า กรณีเช่นนี้ไม่ต้องเสียภาษีการค้า ส่วนปัญหาเรื่องเบี้ยปรับที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า โจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องนี้ว่าชอบหรือมิชอบประการใด คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ให้งดเบี้ยปรับ จึงนอกฟ้องนอกประเด็นและขอให้โจทก์เสียเบี้ยปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่าโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีการค้าทั้งหมด และในแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าก็ระบุไว้ด้วยว่า เบี้ยปรับเรียกเก็บตามมาตรา ๘๙ (๑) อันเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอจดทะเบียนการค้าตามมาตรา ๘๐ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าควรเรียกเบี้ยปรับตามมาตรา ๘๙ (๒) ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการค้าภายในกำหนด เท่ากับเป็นการเพิกถอนการประเมินบางส่วน ศาลชั้นต้นย่อมชอบที่จะพิพากษาแก้ไขได้ พิพากษาแก้ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 831/2519 นายสวัสดิ์ เหตระกูล โจทก์ กรมสรรพากร โดยนายพิพัฒน์ โปษยานนท์ อธิบดี กับพวก รวม 5 คน ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสวัสดิ์ เหตระกูล · ล. - กรมสรรพากร โดยนายพิพัฒน์ โปษยานนท์ อธิบดี กับพวก รวม 5 คน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ถนอม ครูไพศาล · แถม ดุลยสุข · สุจริต เสถียรกาล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวิจิตร หิรัญรัศ · ศาลอุทธรณ์ - นายแต่ง ทองภักดี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4884/2543ฎีกา 5732/2552ฎีกา 609/2526ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 5801/2538ฎีกา 2834/2527ฎีกา 4637/2567ฎีกา 3099/2524ฎีกา 10755/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 6366/2538ฎีกา 8366/2557ฎีกา 8884/2543ฎีกา 2572/2541ฎีกา 4041/2542ฎีกา 6039/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3886/2566ฎีกา 4269/2528ฎีกา 2520/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา