⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5429/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5429/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ทรัพย์สินที่จำเลยได้รับโอนมาภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายแล้ว ย่อมเป็นทรัพย์สินที่โจทก์สามารถบังคับชำระหนี้ได้

ย่อคำพิพากษา

แม้จำเลยจะเพิ่งได้รับโอนที่ดินมาภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายแล้วย่อมเป็นทรัพย์สินที่โจทก์สามารถบังคับชำระหนี้ได้ หามีกฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนฟ้องคดีล้มละลายไม่ จำเลยจึงไม่ใช่บุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ควรให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.9 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.14

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาทั้งสิ้น 3,025,657.03 บาท โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการบังคับคดีแล้ว แต่จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะบังคับคดีได้ จำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นหนี้โจทก์อันกำหนดจำนวนได้แน่นอนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยไม่ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า ตั้งแต่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา จำเลยไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ที่จะชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยเพิ่งได้รับโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินมาโดยซื้อขายและการให้ตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.6 ในวันที่ 14 ถึง 15พฤษภาคม 2541 ก่อนวันนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 18 พฤษภาคม 2541และจำเลยไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินดังกล่าวมีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและผู้ถือกรรมสิทธิ์และราคาประเมินที่ทางราชการรับรองแล้วรวมเป็นเงิน 3,199,725 บาท แม้จะเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายแล้วก็ตามย่อมเป็นทรัพย์สินที่โจทก์สามารถบังคับชำระหนี้ได้ หามีกฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนฟ้องคดีล้มละลายไม่ และการที่จำเลยรับโอนทรัพย์สินที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินบางส่วนมาโดยการซื้อขายแทนที่จะนำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์ก่อน จะว่าเป็นเรื่องที่จำเลยสร้างหลักฐานขึ้นมาเพื่อไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ดังที่โจทก์ฎีกานั้นก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้ง น่าจะเป็นการทำเพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ได้ทั้งหมดมากกว่า เพราะอย่างไรก็ตามโจทก์สามารถบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ได้ทั้งหมด จำเลยจึงไม่ใช่บุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่ควรให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5429/2543 ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน โจทก์ นาย สมนึก เต็มธนกิจไพศาล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน · จำเลย - นาย สมนึก เต็มธนกิจไพศาล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วัฒนชัย โชติชูตระกูล · จำลอง สุขศิริ · ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5399/2550ฎีกา 7249/2540ฎีกา 3581/2538ฎีกา 2660/2531ฎีกา 5355/2530ฎีกา 3219/2534ฎีกา 5969/2559ฎีกา 2653/2541ฎีกา 2568/2537ฎีกา 6605/2539ฎีกา 1620/2557ฎีกา 5272/2544ฎีกา 1058/2535ฎีกา 4339/2534ฎีกา 2900/2543ฎีกา 1646/2519ฎีกา 2099/2532ฎีกา 2230/2544ฎีกา 1952/2537ฎีกา 1248/2473ฎีกา 4046/2541ฎีกา 5013/2547ฎีกา 1503/2539ฎีกา 3778/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ