⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 62/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 62/2543

ย่อคำพิพากษา

++ เรื่อง คดีแรงงาน ++ ++ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ++ โปรดดูย่อจากหนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา สำนักงานศาลยุติธรรม ++ เล่มที่ 1 หน้า 29 ++ ++ ขอดูชุดพิเศษโปรดติดต่อห้องบริการเอกสารสำเนาคำพิพากษา (ห้องสมุด) ชั้น 4, 5 ++

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.694 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.10 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.11

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

เรื่อง คดีแรงงาน โจทก์ อุทธรณ์คัดค้าน คำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ลงวันที่ ๓๑ เดือน มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ ศาลฎีกา รับวันที่ ๑๙ เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๕ จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ โดยสัญญาว่าถ้าจำเลยที่ ๑ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจำเลยที่ ๒ ยินยอมชดใช้แทนให้แก่โจทก์โดยสิ้นเชิงภายในกำหนด ๓๐ วันนับแต่วันที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๒ ทราบ จำเลยที่ ๑ ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาเงินของลูกค้าผู้ฝากเงินและเงินของโจทก์ จำเลยที่ ๑ กระทำผิดสัญญาจ้าง กล่าวคือ ระหว่างวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๑๘ ตุลาคม๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้จัดการสาขาบางวัวของโจทก์ มีหน้าที่อนุมัติเกี่ยวกับการฝากเงิน เบิกจ่าย ถอนเงินจากบัญชีของลูกค้าให้ถูกต้องตามความเป็นจริงและต้องควบคุมจัดทำเอกสารทางบัญชีและลงลายมือชื่อในตราสารการเงินหรือเอกสารต่าง ๆ ที่โจทก์ได้รับมอบหมายให้ถูกต้องตามความเป็นจริง แต่ตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ทำเอกสารการถอนเงินขึ้นแล้วปลอมลายมือชื่อผู้ฝากเงินและปลอมเอกสารอย่างอื่นรวม ๘๔ครั้ง แล้วจำเลยที่ ๑ เอาเงินของโจทก์และลูกค้าผู้ฝากเงินไปเป็นประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๔๘,๘๓๔,๕๒๕.๕๑ บาท เป็นผลให้เงินฝากของลูกค้าที่ฝากไว้ประเภทฝากประจำประเภท ๓ เดือน และ ๖เดือน ดังกล่าว ซึ่งโจทก์จะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้าในอัตราร้อยละ๑๑ ต่อปี คิดจากวันที่โจทก์ต้องนำเงินคืนเข้าบัญชีให้แก่ลูกค้าแต่ละครั้งรวมเป็นเงินดอกเบี้ย ๑๐,๐๐๑,๐๔๐.๒๔ บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับทั้งสิ้น ๕๘,๘๔๔,๖๖๖.๗๕ บาท จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดชดใช้เงินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดในเงินดังกล่าวด้วย ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๕๘,๘๔๔,๖๖๖.๗๕บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงิน ๔๘,๘๔๓,๕๒๕.๕๑ บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันเป็นผู้ชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ความรับผิดตามหนังสือรับรองและสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๒ ได้ระงับสิ้นผลในทางกฎหมายแล้ว เนื่องจากโจทก์ได้มีข้อตกลงหรือประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. ๒๕๓๗ ให้ยกเลิกการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๒๘ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ซึ่งบรรดาข้อบังคับหรือประกาศข้อตกลงใด ๆ ของโจทก์ย่อมถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามกฎหมาย เป็นผลให้ความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามหนังสือรับรองและสัญญาค้ำประกันการทำงานสิ้นสุดลง จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์จำเลยที่ ๒ เข้าผูกพันตามหนังสือรับรองและสัญญาค้ำประกันการทำงานฉบับลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๒๕ โดยสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมจำเลยที่ ๒ เข้าค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ในตำแหน่งหน้าที่การงานซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติ การฝากหรือการเบิกจ่ายเงินดังที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๒ มิได้มีเจตนาที่จะผูกพันให้รับผิดเกินกว่าฐานานุรูปและกำลังความสามารถของจำเลยที่ ๒ หากจำเลยที่ ๒ ทราบก่อนว่า จำเลยที่ ๒จะต้องรับผิดเป็นเงินถึง ๕๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ ก็จะไม่ตกลงทำหนังสือรับรองและสัญญาค้ำประกัน การทำนิติกรรมตามหนังสือรับรองและสัญญาค้ำประกันจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ ๒ มิได้ตกลงยินยอมผูกพันตนเองในฐานะลูกหนี้ร่วมและมิได้ตกลงยินยอมสละข้อต่อสู้ของผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยที่ ๑ ไม่มีหน้าที่ในการดูแลรับฝากเงินของลูกค้าผู้ฝากเงินและไม่มีหน้าที่ในการอนุมัติเกี่ยวกับการฝากเงินและเบิกจ่าย การถอนเงินจากบัญชีของลูกค้า ไม่มีหน้าที่ในการควบคุมจัดทำเอกสารทางบัญชีและลงลายมือชื่อในตราสารการเงินและเอกสารดังที่โจทก์ได้มอบหมายหรือตามข้อตกลงในสภาพการจ้างระหว่างโจทก์และจำเลยที่ ๑ เพราะจำเลยที่ ๑ มิใช่ผู้จัดการสาขาหรือได้กระทำการแทนผู้จัดการสาขาตามที่โจทก์มอบหมาย จำเลยที่ ๑มิได้ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างหรือกระทำการทุจริต ฉ้อโกง ยักยอก หรือปลอมแปลงเอกสาร โจทก์มิได้จ่ายเงินคืนให้แก่ลูกค้า โจทก์จึงไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองและโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสอง เพราะโจทก์มีหน้าที่จะต้องชำระดอกเบี้ยเงินฝากให้แก่ลูกค้าอยู่แล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ (ที่ถูกจำเลยที่ ๑ ) ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลย (ที่ถูกโจทก์) เมื่อวันที่ ๒๖พฤษภาคม ๒๕๒๕ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมายจ.๖ ระหว่างวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๓๖ ถึงวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๓๘จำเลยที่ ๑ ซึ่งทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการสาขาบางวัวได้ปลอมแปลงใบถอนเงินและถอนเงินของลูกค้าจากบัญชีเงินฝากประเภทฝากประจำแล้วทุจริตเอาเงินดังกล่าวไป ทำให้โจทก์เสียหายรวมจำนวน ๕๘,๘๔๔,๖๖๖.๗๕บาท และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน๔๘,๘๔๓,๕๒๕.๕๑ บาท ขณะที่จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑โจทก์ยังไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน แต่ต่อมาโจทก์ได้กำหนดหลักเกณฑ์การค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. ๒๕๒๕ และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๒๘ ตามเอกสารหมาย ล.๒ และต่อมาเมื่อปี ๒๕๓๗โจทก์ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. ๒๕๓๗ตามเอกสารหมาย ล.๑ หลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ.๒๕๓๗ ดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๐ และ ๑๑ และเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๑ ยิ่งกว่าสัญญาค้ำประกัน จึงต้องบังคับตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นใหม่จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ย่อมได้รับประโยชน์ด้วยตามมาตรา ๒๐ จึงร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ โดยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ.๒๕๓๗ พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๕๘,๘๔๔,๖๖๖.๗๕ บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔๘,๘๔๓,๕๒๕.๕๑ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินดังกล่าวจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๐และ ๑๑ ใชับังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างเท่านั้น แต่ไม่ใช้บังคับแก่จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกัน หลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. ๒๕๓๗ ไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบถึงการค้ำประกันที่ทำขึ้นก่อนตามเอกสารหมาย จ.๖ และแม้จำเลยทั้งสองจะทราบว่าจำเลยที่ ๑ เริ่มงานในตำแหน่งใดแต่โจทก์จะต้องปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานของจำเลยที่ ๑ ให้สูงขึ้น จึงไม่ได้ระบุในสัญญาค้ำประกันว่า จำเลยที่ ๒ค้ำประกันในตำแหน่งใด และไม่ได้ระบุวงเงินอย่างสูงที่ผู้ค้ำประกันรับผิดไว้การให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในวงเงินอย่างสูงที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งที่จำเลยที่ ๑ เริ่มทำงานตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงานพ.ศ. ๒๕๓๗ จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า หลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นเงื่อนไขการจ้างหรือการทำงานที่ทำเป็นหนังสือจึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๐ และ ๑๑ มีผลผูกพันให้โจทก์ผู้เป็นนายจ้างและจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นลูกจ้างต้องปฏิบัติตาม เมื่อข้อตกลงนี้มีผลผูกพันโจทก์และเป็นประโยชน์โดยตรงต่อจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ ๒ ย่อมมีสิทธิยกข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อต่อสู้โจทก์ให้ปฏิบัติตามได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๔ นอกจากนี้ ได้ความว่าขณะทำสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๖ โจทก์ยังไม่มีหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน ต่อเมื่อปลายปี ๒๕๒๕ โจทก์ได้ประกาศใช้หลักเกณฑ์การค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. ๒๕๒๕ และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๒๘ ตามเอกสารหมาย ล.๒ ซึ่งข้อ ๒ และ ๒.๓ กำหนดวงเงินค้ำประกันโดยให้ถือตำแหน่งงานที่ว่าจ้างครั้งแรกเป็นเกณฑ์กำหนดวงเงิน ซึ่งพนักงานระดับ ๓ มีวงเงินค้ำประกันจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท อันเป็นประโยชน์แก่จำเลยทั้งสองยิ่งกว่าสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.๖ ที่กำหนดให้จำเลยที่ ๒ รับผิดโดยสิ้นเชิงตามจำนวนที่โจทก์เสียหาย ต่อมาโจทก์ได้ออกหลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. ๒๕๓๗ ตามเอกสารหมาย ล.๑ มายกเลิกหลักเกณฑ์การค้ำประกันฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๕ และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๕๒๘ แต่ก็ยังกำหนดวงเงินค้ำประกันของพนักงานคุณวุฒิปริญญาตรี ซึ่งเป็นคุณวุฒิและระดับของจำเลยที่ ๑ ที่ว่าจ้างครั้งแรกให้มีวงเงินค้ำประกันจำนวน๑๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ ๒ เช่นเดิม หลักเกณฑ์ว่าด้วยการค้ำประกันการทำงาน พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงผูกพันให้โจทก์และจำเลยที่ ๑ต้องปฏิบัติตาม โดยเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้กำหนดขึ้นใหม่ มิใช่การบังคับใช้ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างให้มีผลย้อนหลัง และเมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ เริ่มเข้าทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งนิติกร คุณวุฒิปริญญาตรีตามเอกสารหมาย จ.๓ และ จ.๔ จึงย่อมมีวงเงินค้ำประกันที่จำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่กำหนดไว้ในเอกสารหมาย ล.๑ ข้อ ๑.๒ และ ๑.๒.๓ มิใช่ต้องรับผิดตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้สำหรับตำแหน่งที่จำเลยที่ ๑ ได้รับการแต่งตั้งอยู่ในขณะที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 62/2543 ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายพงศ์ทัศน์ เทสสิริ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายพงศ์ทัศน์ เทสสิริ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล คุปต์กาญจนากุล · สละ เทศรำพรรณ · กมล เพียรพิทักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 964/2512ฎีกา 613/2529ฎีกา 2004/2527ฎีกา 378/2531ฎีกา 4921/2532ฎีกา 2093/2532ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 4369/2530ฎีกา 6000-6040/2544ฎีกา 237/2529ฎีกา 158/2536ฎีกา 247/2541ฎีกา 4119-4120/2547ฎีกา 1391-1442/2532ฎีกา 3180/2530ฎีกา 2325-2326/2531ฎีกา 216/2521ฎีกา 3823/2531ฎีกา 1128/2544ฎีกา 1448/2541ฎีกา 909/2532ฎีกา 1427/2533ฎีกา 1371/2503ฎีกา 3425/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา