⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6782/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6782/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสละสมณเพศตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ฯ มาตรา 29 ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด หากการดำเนินการให้พระภิกษุสละสมณเพศไม่เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว การสละสมณเพศนั้นไม่มีผลทางกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ มาตรา 29 การสละสมณเพศเพราะถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญามีได้ 3 กรณี คือ เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุมพนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้กรณีหนึ่งหรือเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้กรณีหนึ่ง หรือเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่งหรือเป็นพระจรจัด พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้อีกกรณีหนึ่ง ในคดีก่อนที่จำเลยถูกจับกุมในข้อหามีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไว้ในครอบครอง พนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว และพาจำเลยไปที่วัด บ. เพื่อให้จำเลยสึกแต่จำเลยไม่ยอมสึก และเจ้าอาวาสวัด บ. ก็ไม่ยอมสึกให้ พนักงานสอบสวนจึงพาจำเลยกลับไปที่สถานีตำรวจและจัดให้จำเลยลาสิกขาบทต่อหน้าพระพุทธรูปที่อยู่บนสถานีตำรวจ ดังนี้ จำเลยย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุเนื่องจากจำเลยไม่สมัครใจลาสิกขาบทและการดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศกระทำโดยพลการของเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อจำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเมื่อพ้นจากการคุมขังโดยได้รับการปล่อยชั่วคราวแล้ว ถือว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.208 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ม.29

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 208 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีก่อน จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 208 จำคุก 1 เดือน คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยารอการลงโทษจำเลยไว้ จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา วันที่ 3 พฤษภาคม 2539 จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเสนาจับกุมในข้อหามีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายในการดำเนินกคดีแก่จำเลยพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและดำเนินการให้จำเลยแต่งกายเป็นฆราวาส ต่อมาจำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวนเมื่อจำเลยพ้นจากการคุมขังแล้วจำเลยได้แต่งกายเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา คดีมีปัญหาในชั้นนี้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าเมื่อพนักงานสอบสวนดำเนินการให้จำเลยเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นฆราวาสก็ถือว่าพนักงานสอบสวนดำเนินการให้จำเลยสละสมณะเพศแล้ว จำเลยย่อมขาดจากการเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา การที่จำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุจำเลยย่อมมีความผิดศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 29การสละสมณเพศเพราะถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญามีได้ใน3 กรณี คือ เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุมพนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้กรณีหนึ่งหรือเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณะเพศได้กรณีหนึ่ง หรือเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวันใดวัดหนึ่งหรือเป็นพระจรจัด พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้อีกกรณีหนึ่ง สำหรับกรณีของจำเลยคงได้ความจากพยานโจทก์คือนายเริงฤทธิ์ เบ้านุวงศ์ ซึ่งรับราชการอยู่ที่กรมการศาสนาในตำแหน่งหัวหน้างานตรวจการคณะสงฆ์ ฝ่ายสังฆการสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคมว่า นายเริงฤทธิ์สอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสละสมณเพศของจำเลยกับพันตำรวจตรีชำนาญ โตวงษ์ ได้ความว่าจำเลยสละสมณเพศโดยพนมมือต่อหน้าพระพุทธรูปซึ่งอยู่บนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเสนาและกล่าวคำว่า "ข้าพเจ้าขอลาสึกก่อน" และพันตำรวจตรีชำนาญบอกอีกว่าจำเลยถอดสบงและจีวรเองแล้วเจ้าพนักงานตำรวจได้นำเสื้อยืดคอกลมและกางเกงขาสั้นเอวยางยืดมาให้จำเลยใส่แทน ดังนี้ การดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นการดำเนินการโดยมิได้มีพระภิกษุผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชาของจำเลยร่วมรู้เห็นด้วย ส่วนเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจต้องดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศโดยลำพังนั้นได้ความจากพันตำรวจโทปรีชา ยืนยง พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นพยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่า หลังจากจับกุมจำเลยในข้อหามีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายแล้ว ได้พาจำเลยไปที่วัดบ้านแพนเพื่อให้จำเลยสึก แต่จำเลยไม่ยอมสึก และเจ้าอาวาสวัดบ้านแพนก็ไม่ยอมสึกให้จึงพาจำเลยกลับไปที่สถานีตำรวจและจัดให้จำเลยลาสิกขาบทต่อหน้าพระพุทธรูปที่อยู่บนสถานีตำรวจ เห็นได้ว่า จากพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุเนื่องจากจำเลยไม่สมัครใจลาสิกขาบทและการดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศกระทำโดยพลการของเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่มีเจตนากระทำความผิดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6782/2543 พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นาย สุดใจ ฉอ้อนโฉม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา · จำเลย - นาย สุดใจ ฉอ้อนโฉม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชัย วิวิตเสวี · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ · พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1715/2545ฎีกา 185/2566ฎีกา 729/2483ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 227/2507ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 3380/2531ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 2680/2531ฎีกา 7891/2544ฎีกา 3295/2543ฎีกา 1189/2537ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 15335-15336/2555ฎีกา 8534/2544ฎีกา 1958/2526ฎีกา 2890-2891/2519ฎีกา 8366/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ