⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7381/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยต้องคำนวณจากฐานเงินเดือนสุดท้ายที่ลูกจ้างได้รับก่อนการเลิกจ้าง.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินประกันจำนวน 2,000 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 7,380 บาท และค่าชดเชยจำนวน 44,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าชดเชยจำนวน 44,280 บาท เงินประกันการทำงาน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 7,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.5 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินประกันจำนวน 2,000 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 7,380 บาท และค่าชดเชยจำนวน 44,280 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าชดเชยจำนวน 44,280 บาท เงินประกันการทำงาน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 7,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์หรือไม่ และต้องจ่ายค่าชดเชย กับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 บัญญัติว่า "ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้ (1) ... (2) ... (3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปีแต่ยังไม่ครบหกปีให้จ่ายไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างสุดท้าย หนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย..." และบัญญัติคำว่า เลิกจ้าง ไว้ในวรรคสอง ว่า "การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุนายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" หมายความว่า การเลิกจ้างนั้นต้องเป็นการกระทำของนายจ้างที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไป การกระทำของผู้อื่นที่ไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปนั้น มิใช่การเลิกจ้าง ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ได้ให้คำนิยามคำว่า นายจ้าง หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง (1) ... (2) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและ ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย" คดีนี้ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นผู้ตกลงรับโจทก์เข้าทำงานและจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ จึงเป็นนายจ้างของโจทก์ และจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ถือเป็นนายจ้างของโจทก์ด้วย ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล.2 มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้มีคำสั่งเลิกจ้างลงมาด้วยตนเอง และจำเลยที่ 2 สั่งการในหนังสือเอกสารหมาย ล.2 ว่า ยังไม่สมควรเลิกจ้าง แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลมิได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ทราบ พิเคราะห์หนังสือเอกสารหมาย ล.2 แล้ว เห็นว่า เป็นหนังสือที่นางสาววรจิตรามีถึงนายไพรัชเพื่อขอเลิกจ้างโจทก์ และนายไพรัชบันทึกความเห็นว่า สมควรเลิกจ้างโจทก์เสนอต่อจำเลยที่ 2 มิใช่หนังสือที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างแจ้งไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไป จึงไม่ใช่หนังสือเลิกจ้าง การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ย่อมเป็นที่เข้าใจแก่คนทั่วไปว่า จำเลยทั้งสองผู้เป็นนายจ้างมีความประสงค์ที่จะเลิกจ้างโจทก์นั้น ก็ขัดกับข้อความที่จำเลยที่ 2 บันทึกไว้ในเอกสารหมาย ล.2 ว่า ไม่ควรเลิกจ้าง ให้เรียกมาตกลงกันใหม่โดยทำหนังสือเป็นข้อตกลง ส่วนการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์นำหนังสือเอกสารหมาย ล.2 แจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์นั้นก็ไม่มีผลเป็นการเลิกจ้างเนื่องจากบุคคลดังกล่าวไม่มีอำนาจเลิกจ้างและหนังสือเอกสารหมาย ล.2 ก็มิใช่หนังสือเลิกจ้าง ทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาก็ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่า จำเลยที่ 2 เชิดเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหรือนายไพรัชให้เป็นตัวแทนและมีอำนาจเลิกจ้างโจทก์ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้เลิกจ้างโจทก์ จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7381/2543 นางสาวอุมาภรณ์ ปัญญารักษา โจทก์ บริษัทกิติทิพย์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวอุมาภรณ์ ปัญญารักษา · จำเลย - บริษัทกิติทิพย์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · กมล เพียรพิทักษ์ · จรัส พวงมณี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9016-9043/2549ฎีกา 3825/2545ฎีกา 8491/2559ฎีกา 6783/2548ฎีกา 1961/2543ฎีกา 1824-1825/2544ฎีกา 2513/2544ฎีกา 4777/2549ฎีกา 9072/2547ฎีกา 8335/2560ฎีกา 11912/2553ฎีกา 9450/2544ฎีกา 5200/2543ฎีกา 4573-5228/2544ฎีกา 8854/2547ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 597-602/2566ฎีกา 14399-14401/2553ฎีกา 6689/2542ฎีกา 2681-2683/2545ฎีกา 5180/2542ฎีกา 7084-7289/2548ฎีกา 16/2550ฎีกา 2403-2430/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา