⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8228/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8228/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตรายอันเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงนั้น หากเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุ ถือเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาเพื่อป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ

ย่อคำพิพากษา

ผู้ตายกับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนกันมาเป็นเวลานานเกือบ 30 ปี มีบุตรด้วยกัน 5 คน มีความสัมพันธ์รักใคร่ผูกพันซึ่งกันและกันแม้จะมีปากเสียงทะเลาะกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาระหว่างสามีภริยา เหตุที่จำเลยใช้เคียวฟันผู้ตายก็เนื่องจากถูกผู้ตายถีบและเตะซึ่งถือเป็นเหตุเล็กน้อย กรณีไม่ใช่เหตุร้ายแรงถึงขนาดที่จะต้องฆ่ากัน จำเลยฟันผู้ตายเพียงครั้งเดียว การที่เคียวถูกที่ลำคอผู้ตายเป็นเรื่องบังเอิญ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนา แม้ผู้ตายกับจำเลยจะเป็นสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันผู้ตายก็ไม่มีอำนาจโดยชอบธรรมที่จะเตะถีบทำร้ายร่างกายและข่มขู่จะฆ่าจำเลยได้เมื่อผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุขึ้นก่อน กรณีถือได้ว่าเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะป้องกันตนเองได้ การที่จำเลยใช้เคียวเป็นอาวุธฟันผู้ตายไป 1 ครั้ง ก็เพื่อจะยับยั้งมิให้ผู้ตายทำร้ายร่างกายจำเลยอีก จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าว แต่ขณะเกิดเหตุผู้ตายเพียงแต่ถีบเตะจำเลยโดยไม่มีอาวุธ ทั้งจำเลยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แม้จำเลยอ้างว่าผู้ตายขู่จะฆ่าจำเลยด้วยก็เป็นเรื่องข่มขู่กันระหว่างสามีภริยา ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องจริงจัง จึงมิใช่ภยันตรายที่ร้ายแรงอย่างมาก การที่จำเลยใช้เคียวเป็นอาวุธฟันถูกที่ลำคอผู้ตาย แม้จะมีเจตนาเพียงทำร้ายเพื่อไม่ให้ผู้ตายเข้ามาทำร้ายจำเลยอีก ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาเพื่อป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตาม ป.อ.มาตรา 290 ประกอบด้วยมาตรา 69

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.69 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.290

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๓๘ เวลากลางคืนก่อนเที่ยงจำเลยใช้เคียวปลายแหลมยาวประมาณ ๑๐ นิ้ว กว้างประมาณ ๐.๗ นิ้ว เป็นอาวุธแทงคอนายอ้วน ปัญญางาม ๑ ที โดยเจตนาฆ่าเป็นเหตุให้นายอ้วน ถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ และริบของกลาง จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘ ประกอบมาตรา ๖๘, ๖๙ จำคุก ๘ ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก ๔ ปี ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก ๕ ปีคำรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนตลอดจนทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ตายกับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนกัน ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องขณะที่ผู้ตายนอนอยู่ในมุ้งบนบ้านนางด้วง เมืองมา จำเลยได้เข้าไปปลุกผู้ตายในมุ้งต่อมาผู้ตายได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถูกเคียวฟันที่บริเวณลำคอด้านซ้าย แล้วถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเพื่อป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษามาหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาและนำสืบอ้างว่า จำเลยไม่มีเจตนาฆ่า บาดแผลของผู้ตายเกิดขึ้นโดยบังเอิญเนื่องจากผู้ตายกระโดดเข้ามาจะทำร้ายจึงถูกเคียวที่จำเลยถืออยู่นั้นเห็นว่า แม้โจทก์จะไม่มีพยานรู้เห็นขณะเกิดเหตุว่าจำเลยใช้เคียวฟันผู้ตายจริงหรือไม่แต่โจทก์มีบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเอกสารหมาย จ.๗ ซึ่งให้การรับสารภาพว่าจำเลยได้ใช้เคียวของกลางฟันผู้ตาย เนื่องจากถูกผู้ตายถีบเตะและข่มขู่ว่าจะใช้มีดฟันจำเลยให้ตาย ซึ่งคำให้การดังกล่าวจำเลยได้ให้ปากคำไว้ในวันเกิดเหตุ อันเป็นระยะเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์ ไม่ทันที่จำเลยมีเวลาคิดเสริมแต่งหรือหาข้อแก้ตัวเพื่อจะให้พ้นจากความรับผิด ทั้งยังเป็นคำรับที่เป็นผลร้ายแก่ตนเองหากจำเลยไม่ได้กระทำก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะให้การยอมรับเช่นนั้น นอกจากนี้โจทก์ก็ยังมีร้อยตำรวจเอกสุรชน ขวดแก้ว พนักงานสอบสวนซึ่งไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน มาเบิกความยืนยันว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ น่าเชื่อว่าจำเลยให้การรับสารภาพไปตามความจริงและโดยสมัครใจข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยใช้เคียวฟันถูกที่ลำคอผู้ตายจริง หาใช่ผู้ตายกระโดดเข้ามาถูกเคียวที่จำเลยถือไว้เองแต่อย่างใดไม่ ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยกระทำโดยมีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือไม่เห็นว่า ผู้ตายกับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันมาเป็นเวลานานเกือบ ๓๐ ปี มีบุตรด้วยกัน ๕ คน ย่อมมีความสัมพันธ์รักใคร่ผูกพันซึ่งกันและกัน แม้ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายจะมีปากเสียงทะเลาะกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดาระหว่างสามีภริยา เหตุที่จำเลยใช้เคียวฟันผู้ตายก็เนื่องจากถูกผู้ตายถีบและเตะซึ่งถือเป็นเหตุเล็กน้อย เนื่องจากผู้ตายกับจำเลยเคยทะเลาะและมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง กรณีไม่ใช่เหตุร้ายแรงถึงขนาดที่จะต้องฆ่ากันเห็นได้จากจำเลยฟันผู้ตายเพียงครั้งเดียวไม่ได้ฟันผู้ตายซ้ำทั้งที่สามารถทำได้ และเมื่อได้พิจารณาบาดแผลของผู้ตายซึ่งมีความกว้างเพียง ๑ เซนติเมตรลึกประมาณ ๓ เซนติเมตร แล้วเห็นว่าค่อนข้างเล็กทั้งที่ลำคอเป็นอวัยวะที่อ่อนนุ่มแสดงว่าจำเลยฟันผู้ตายไม่แรงนัก การที่จำเลยใช้เคียวฟันออกไปก็เพื่อจะป้องกันไม่ให้ผู้ตายเข้ามาทำร้ายจำเลยอีกเท่านั้น ในเวลาชุลมุนเช่นนั้นไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะมีโอกาสเลือกฟันอวัยวะสำคัญของผู้ตาย การที่เคียวถูกที่ลำคอผู้ตายจึงอาจเป็นเรื่องบังเอิญ กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕วินิจฉัยมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาเท่านั้น ปัญหาต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ตายกับจำเลยจะเป็นสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันผู้ตายก็ไม่มีอำนาจโดยชอบธรรมที่จะเตะถีบทำร้ายร่างกายและข่มขู่จะฆ่าจำเลยได้โดยเฉพาะเหตุคดีนี้ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อขึ้นก่อน กรณีถือได้ว่าเป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะป้องกันตนเองได้ การที่จำเลยใช้เคียวเป็นอาวุธฟันผู้ตายไป ๑ ครั้ง ก็เพื่อจะยับยั้งมิให้ผู้ตายทำร้ายร่างกายจำเลยอีก เพราะภยันตรายอันเกิดจากการกระทำของผู้ตายยังไม่สิ้นสุดลง จึงเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตรายดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามขณะเกิดเหตุผู้ตายเพียงแต่ถีบเตะจำเลยโดยไม่มีอาวุธอะไร ทั้งจำเลยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แม้จำเลยอ้างว่าผู้ตายขู่จะฆ่าจำเลยด้วยก็เป็นเรื่องข่มขู่กันระหว่างสามีภริยา ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องจริงจังอะไร จึงมิใช่ภยันตรายที่ร้ายแรงอย่างมาก การที่จำเลยใช้เคียวเป็นอาวุธฟันถูกที่ลำคอผู้ตายแม้จะไม่มีเจตนาฆ่าดังได้วินิจฉัยมา คงมีเจตนาเพียงทำร้ายเพื่อไม่ให้ผู้ตายเข้ามาทำร้ายจำเลยอีก ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไม่เจตนาเพื่อป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้นเห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดจากการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างสามีภริยา โดยผู้ตายเป็นผู้ก่อ ประกอบกับจำเลยเป็นหญิงมีอายุมากแล้วสมควรวางโทษจำเลยสถานเบา แต่เนื่องจากจำเลยใช้เคียวเป็นอาวุธฟันผู้ตาย โดยที่ผู้ตายไม่มีอาวุธถือได้ว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงยังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๙๐ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ จำคุก ๒ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8228/2543 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ นางดี ปัญญางาม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย · จำเลย - นางดี ปัญญางาม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรพล เจียมจูไร · ปราโมทย์ ชพานนท์ · ประชา ประสงค์จรรยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเชียงราย - นายเริงศักดิ์ วิริยะชัยวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ - นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 226/2529ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1162/2508ฎีกา 729/2483ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 1165/2537ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 1189/2537ฎีกา 110/2513ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 1215/2501ฎีกา 2632/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา