⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8703/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8703/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาเช่าซื้อที่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ถือเป็นโมฆะ และการลงลายมือชื่อในภายหลังไม่สามารถมีผลย้อนหลังได้

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ว่า "สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ"ย่อมมีความหมายว่าคู่สัญญาต้องลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาเช่าซื้อทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายใดมิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาจะถือว่าฝ่ายนั้นทำหนังสือสัญญาด้วยมิได้ เมื่อปรากฏว่าในวันออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อยังมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อให้ถูกต้อง คงมีแต่จำเลยผู้เช่าซื้อลงลายมือชื่อแต่ฝ่ายเดียว สัญญาเช่าซื้อดังกล่าวย่อมไม่มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย แม้ ช. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะมาลงลายมือชื่อในฐานะตัวแทนผู้ให้เช่าซื้อในภายหลังก็หามีผลย้อนหลังไม่ดังนั้น ในวันออกเช็คพิพาทแต่ละฉบับ จำเลยจึงไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันที่สองให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ เมื่อเช็คพิพาทแต่ละฉบับ จำเลยได้สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันตามสัญญาเช่าซื้อทั้งสองฉบับรวมกันเช็คพิพาทแต่ละฉบับจึงมีเงินค่าเช่าซื้อส่วนที่โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระรวมอยู่ด้วย จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยย่อมขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 เดือนรวมจำคุก 4 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ศาลฎีกาตรวจดูแล้วปรากฏว่าสำเนาสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.5 คงมีแต่ตราประทับของโจทก์ ปรากฏอยู่ในช่องเจ้าของหรือผู้ให้เช่าซื้อเท่านั้น โดยกรรมการหรือตัวแทนผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อทำนิติกรรมเช่าซื้อแทนโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อไว้ในช่องเจ้าของหรือผู้ให้เช่าซื้อในเอกสารดังกล่าวด้วย ส่วนสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.16 ซึ่งเป็นเอกสารต้นฉบับของสำเนาเอกสารดังกล่าวมีลายมือชื่อนายเชิดชัย ลีสวรรค์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ปรากฏอยู่คู่กับตราประทับของโจทก์ จึงเชื่อได้ว่านายเชิดชัยตัวแทนผู้มีอำนาจทำนิติกรรมเช่าซื้อแทนโจทก์เพิ่งมาลงลายมือชื่อในต้นฉบับหนังสือสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.16 ภายหลังจากมีการไต่สวนมูลฟ้องคดีนี้แล้ว คดีจึงรับฟังได้ต่อไปว่าในวันออกเช็คหรือวันที่ลงในเช็คพิพาททั้งสองฉบับนั้นในสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.16 ฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าซื้อยังมิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาให้ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรคสอง ได้บัญญัติไว้ว่า "สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมมีความหมายว่าคู่สัญญาต้องลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญาเช่าซื้อทั้งสองฝ่ายถ้าฝ่ายใดมิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญา จะถือว่าฝ่ายนั้นทำหนังสือสัญญาด้วยมิได้ เมื่อปรากฏว่าในวันออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับ โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อยังมิได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.16 ให้ถูกต้องคงมีแต่จำเลยผู้เช่าซื้อลงลายมือชื่อแต่ฝ่ายเดียวสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวย่อมไม่มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย แม้นายเชิดชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะมาลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวในฐานะตัวแทนผู้ให้เช่าซื้อในภายหลังก็หามีผลย้อนหลังไม่ ดังนั้น ในวันออกเช็คพิพาทแต่ละฉบับ จำเลยจึงไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันที่สองให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.16 คดีได้ความต่อไปอีกว่าเช็คพิพาทแต่ละฉบับ จำเลยได้สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันตามสัญญาเช่าซื้อทั้งสองฉบับรวมกัน ดังนั้น เช็คพิพาทแต่ละฉบับจึงมีเงินค่าเช่าซื้อส่วนที่โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องบังคับให้จำเลยชำระรวมอยู่ด้วยการออกเช็คพิพาทแต่ละฉบับดังกล่าวของจำเลยจึงถือไม่ได้ว่า เป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยย่อมขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 ศาลจึงไม่อาจลงโทษแก่จำเลยตามฟ้องได้ ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องโจทก์เสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษานี้ได้ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8703/2543 บริษัทสระบุรี เอส ไอ ที ลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ นายทวี เณรชู จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทสระบุรี เอส ไอ ที ลิสซิ่ง จำกัด · จำเลย - นายทวี เณรชู
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กำพล ภู่สุดแสวง · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2644/2535ฎีกา 2767/2523ฎีกา 3796/2540ฎีกา 4884/2543ฎีกา 1411/2513ฎีกา 2763/2551ฎีกา 58/2530ฎีกา 353/2535ฎีกา 1800/2511ฎีกา 7122/2545ฎีกา 1561/2520ฎีกา 8080/2538ฎีกา 199/2537ฎีกา 2903/2536ฎีกา 6230/2544ฎีกา 3295/2533ฎีกา 991/2548ฎีกา 1567/2513ฎีกา 5675/2530ฎีกา 4432/2534ฎีกา 85/2540ฎีกา 2987/2517ฎีกา 2671/2550ฎีกา 19/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ