⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4884/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4884/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การกำหนดราคาทรัพย์สินและค่าขาดประโยชน์ในคดีเช่าซื้อ หากจำเลยไม่ระบุจำนวนที่แท้จริงที่ควรจะเป็นตามความเป็นจริงในปัจจุบัน ฎีกาในข้อนี้จะฟังไม่ขึ้น 2. ผู้ให้เช่าซื้อสามารถนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้เป็นเงิน 320,000 บาท ค่าขาดประโยชน์เดือนละ7,000 บาท 9 เดือน เป็นเงิน 63,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าขาดประโยชน์เหลือเดือนละ 4,000 บาท 9 เดือน เป็นเงิน 36,000 บาทให้จำเลยทั้งสองชดใช้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดและศาลอุทธรณ์แก้ไขในส่วนนี้ จำเลยทั้งสองยังไม่อาจเห็นพ้องด้วยเพราะเป็นราคาที่กำหนดไว้สูงกว่าความเป็นจริงในปัจจุบันมาก โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุว่าราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ในปัจจุบันควรเป็นจำนวนเท่าใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่กำหนดให้ศาลรู้ได้เอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงเป็นการไม่ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างโดยชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ.มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ทรัพย์สินที่ทำการเช่าซื้อกันนั้นผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๔๑๘,๔๓๕ บาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน๙๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีของต้นเงิน๕๐๘,๔๓๕ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญากับโจทก์ตามฟ้องจริง โดยชำระค่าเช่าซื้อทุกงวด จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาจึงไม่ต้องส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่ขาดประโยชน์จึงคิดค่าขาดประโยชน์จากจำเลยทั้งสองไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา ๓๒๐,๐๐๐ บาทให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์นับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๖๓,๐๐๐บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา แต่ทั้งนี้ไม่เกิน ๑๘ เดือน คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าขาดประโยชน์จำนวน ๓๖,๐๐๐ บาท แก่โจทก์และค่าขาดประโยชน์ในอัตราเดือนละ๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจำเลยทั้งสองส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคา แต่ทั้งนี้ไม่เกิน ๑๐ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดราคารถยนต์ในกรณีที่จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนได้เป็นเงิน ๓๒๐,๐๐๐ บาท ค่าขาดประโยชน์เดือนละ ๗,๐๐๐ บาท ๙ เดือน เป็นเงิน ๖๓,๐๐๐ บาท โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะค่าขาดประโยชน์เหลือเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท ๙ เดือน เป็นเงิน๓๖,๐๐๐ บาท ให้จำเลยทั้งสองชดใช้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ที่ศาลชั้นต้นกำหนดและศาลอุทธรณ์แก้ไขในส่วนนี้ จำเลยทั้งสองยังไม่อาจเห็นพ้องด้วย เพราะเป็นราคาที่กำหนดไว้สูงกว่าความเป็นจริงในปัจจุบันมากโดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุว่าราคารถยนต์และค่าขาดประโยชน์ในปัจจุบันควรเป็นจำนวนเท่าใด ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องที่กำหนดให้ศาลรู้ได้เอง ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงเป็นการไม่ยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้าง โดยชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ จำเลยทั้งสองฎีกาต่อมาว่า โจทก์เพิ่งมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อภายหลังวันทำสัญญาเช่าซื้อโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ให้การไว้ศาลก็ชอบที่จะยกขึ้นวินิจฉัยเพราะเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเห็นว่า ทรัพย์สินที่ทำการเช่าซื้อกันนั้นผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้ สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองมีผลบังคับโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4884/2543 บริษัท พี.ซี.เอเวอร์กรีน จำกัด โจทก์ บริษัทธนสมพร จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท พี.ซี.เอเวอร์กรีน จำกัด · จำเลย - บริษัทธนสมพร จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ · ระพินทร บรรจงศิลป · ผล อนุวัตรนิติการ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นางสาวเบญจมาศ ปัญญาดิลก · ศาลอุทธรณ์ - นายพงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 770/2535ฎีกา 2439/2531ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 2135/2518ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 713/2512
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา