⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 144/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเลิกจ้างลูกจ้างที่อ้างเหตุอันไม่เป็นจริงและไม่ได้สอบสวนตามระเบียบข้อบังคับ ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงาน แม้ลูกจ้างจะไม่ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อน ก็ยังมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลแรงงานได้ และศาลแรงงานมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างแทนการรับกลับเข้าทำงานได้หากเห็นว่าไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้

ย่อคำพิพากษา

การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างบางกรณีอาจเป็นทั้งการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือมาตรา 123 และเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ด้วยก็ได้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่า โจทก์ทุจริตนำหนังสือพิมพ์สำหรับจัดส่งให้แก่สมาชิกของจำเลยไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ และโจทก์ไปซื้อหนังสือพิมพ์จากตัวแทนแล้วนำไปจำหน่าย เป็นการกระทำที่ไม่สมควร ซึ่งไม่เป็นความจริง และก่อนที่จะเลิกจ้างจำเลยก็ไม่ได้สอบสวนโจทก์ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม เป็นการฟ้องเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและเป็นผู้เข้าร่วมในการต่อสู้ขัดขวางขจัดความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากการกระทำของฝ่ายบริหารจำเลยนั้นก็เพื่อสนับสนุนคำฟ้องให้ชัดเจนยิ่งขึ้น มิได้มุ่งประสงค์ที่จะกล่าวหาว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือมาตรา 123 แม้โจทก์จะมิได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อนตามมาตรา 124 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และให้ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิม โดยมิได้ขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเมื่อศาลแรงงานกลางเห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้แก่โจทก์แทนการรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ไม่ถือว่าเกินไปกว่าคำฟ้องของโจทก์ ประกอบกับในการกำหนดค่าเสียหายดังกล่าว ศาลแรงงานกลางก็ได้ยกเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในเรื่องอายุ ของโจทก์ ระยะเวลาการทำงานของโจทก์ ความเดือดร้อนของโจทก์เมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่โจทก์ จะได้รับประกอบการพิจารณาโดยละเอียดครบถ้วน จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.49 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.51 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.121 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.123

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม โดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามเดิมทุกประการให้จำเลยชำระค่าจ้างตั้งแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องจำนวน 80,170 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระให้เสร็จสิ้น ให้จำเลยชำระเงินค่าจ้างอัตราเดือนละ 6,700 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์เข้าทำงานตามเดิม ให้จำเลยชำระหรือส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทโพสต์พับลิชซิ่ง จำกัด (มหาชน) นับจากวันที่ 31 ธันวาคม 2540 ถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 5,628 บาท และในอัตราเดือนละ 469 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานพร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยมาตั้งแต่ปี 2532 เป็นพนักงานสายส่ง มีหน้าที่ส่งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ให้แก่สมาชิกของจำเลย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,700 บาท และโจทก์เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ด้วย เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2541 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทุจริตนำหนังสือพิมพ์ฉบับที่ส่งให้แก่สมาชิกของจำเลยไปขายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ และการที่โจทก์ซื้อหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์จากตัวแทนจำหน่ายไปจำหน่ายเองเป็นการกระทำที่ไม่สมควรตามระเบียบข้อบังคับในการทำงานของจำเลย แต่พยานหลักฐานของจำเลยที่นำสืบมาข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทุจริตลักทรัพย์ของจำเลยตามที่จำเลยกล่าวหา และการที่โจทก์ซื้อหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ไปจำหน่ายเองก็ไม่ผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลย การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์กล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม แต่โจทก์มิได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดก่อนหรือไม่ เห็นว่า การที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างนั้นอาจเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือ มาตรา 123 และอาจเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ด้วยก็ได้ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ทุจริตนำหนังสือพิมพ์สำหรับจัดส่งให้แก่สมาชิกของจำเลยไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ และการที่โจทก์ไปซื้อหนังสือพิมพ์จากตัวแทนแล้วนำไปจำหน่ายเป็นการกระทำที่ไม่สมควร ซึ่งไม่เป็นความจริง และก่อนที่จะเลิกจ้างจำเลยก็ไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหาและสอบสวนโจทก์ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย การเลิกจ้างของจำเลยดังกล่าวเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิมโดยให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมทุกประการ คำฟ้องขอโจทก์ดังกล่าวเป็นการฟ้องเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ส่วนที่โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานและเป็นผู้เข้าร่วมกับสมาชิกคนอื่นในการต่อสู้ขัดขวางขจัดความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจากการกระทำของฝ่ายบริหารจำเลยนั้น ก็เพื่อสนับสนุนคำฟ้องของโจทก์ในเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งมิได้มีเหตุผลอันสมควรที่จะเลิกจ้างโจทก์แต่อย่างใด โจทก์มิได้มุ่งประสงค์ที่จะกล่าวหาว่าการเลิกจ้างของจำเลยเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 121 หรือ มาตรา 123 แต่อย่างใด ฉะนั้นแม้โจทก์จะมิได้ยื่นคำร้องกล่าวหาจำเลยต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ก่อนมาตรา 124 โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องคดีนี้ คำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า คำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่กำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้คำขอบังคับท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม และให้โจทก์ได้รับสิทธิและผลประโยชน์ตามเดิมทุกประการโดยมิได้ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ศาลแรงงานกลางมีความเห็นว่าโจทก์กับจำเลยไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ หากให้โจทก์กลับไปทำงานกับจำเลยย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาในการทำงานอย่างแน่นอน ฉะนั้นศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้ให้แก่โจทก์แทนการรับโจทก์เข้าทำงานตามเดิมได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 คำพิพากษาดังกล่าวไม่ถือว่าเกินไปกว่าคำฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด ประกอบกับในการกำหนดค่าเสียหายดังกล่าว ศาลแรงงานกลางก็ได้ยกเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในเรื่องของอายุของโจทก์ ระยะเวลาการทำงานของโจทก์ ความเดือดร้อนของโจทก์เมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่โจทก์จะได้รับประกอบกับการพิจารณาโดยละเอียดครบถ้วน คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในประเด็นนี้จึงชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 51 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2544 นางขวัญใจ เกิดกำลัง โจทก์ บริษัทโพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางขวัญใจ เกิดกำลัง · จำเลย - บริษัทโพสต์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปัญญา สุทธิบดี · กมล เพียรพิทักษ์ · พูนศักดิ์ จงกลนี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายประทีป อ่าววิจิตรกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6877/2544ฎีกา 7083/2548ฎีกา 5396/2540ฎีกา 768/2533ฎีกา 1221/2549ฎีกา 2845-2847/2546ฎีกา 7044/2537ฎีกา 3943/2557ฎีกา 859/2527ฎีกา 8631/2550ฎีกา 6252/2540ฎีกา 7420/2537ฎีกา 1392/2544ฎีกา 1850/2547ฎีกา 6000-6040/2544ฎีกา 14399-14401/2553ฎีกา 15617/2558ฎีกา 3041/2531ฎีกา 2431/2530ฎีกา 1352/2542ฎีกา 5678/2530ฎีกา 3493-3494/2531ฎีกา 3365/2533ฎีกา 2157/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา