⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5999/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5999/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การเดินทางมาทำการชิงทรัพย์ ยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่าจำเลยได้ใช้ยานพาหนะนั้นในการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์.

ย่อคำพิพากษา

++ เรื่อง ชิงทรัพย์ ++ โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การเดินทางมาทำการชิงทรัพย์ยังไม่สามารถแปลความหมายว่า จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดชิงทรัพย์เพราะตามคำฟ้องได้ความเพียงว่า ก่อนชิงทรัพย์ผู้เสียหายจำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การเดินทางมาทำการชิงทรัพย์เท่านั้น จำเลยทั้งสองอาจเพียงแต่ใช้รถจักรยานยนต์เดินทางมาและจอดรถไว้แล้วเดินไปยังที่เกิดเหตุซึ่งอยู่อีกแห่งหนึ่งแล้วทำการชิงทรัพย์โดยไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์คันนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยก็ได้ คำฟ้องโจทก์จึงไม่อาจแปลหรือเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 340 ตรี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.339

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๒ เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยทั้งสองร่วมกันชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก ๒ สลึง ๑ เส้น ราคา ๒,๐๐๐ บาท พร้อมพระนางกวักเลี่ยมทอง ๑ องค์ ราคา ๒,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท ของนางสาวเพ็ญนภา อำพร ผู้เสียหายโดยใช้รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกในการเดินทางมาทำการชิงทรัพย์ และใช้กำลังประทุษร้ายกระชากสร้อยคอดังกล่าวจากคอผู้เสียหาย แล้วดึงผู้เสียหายจนตกจากรถจักรยานยนต์เป็นเหตุให้ร่างกายของผู้เสียหายครูดไปกับพื้นถนนได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจเจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ที่จำเลยทั้งสองใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทางมากระทำผิดเป็นของกลาง และยึดสร้อยคอทองคำหนัก ๒ สลึง ครึ่งเส้น ได้จากจำเลยที่ ๑ซึ่งผู้เสียหายได้รับคืนไปแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓,๓๓๙, ๓๔๐ ตรี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน๓,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม, ๓๔๐ ตรี ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ จำเลยที่ ๑ อายุ๑๙ ปี มีความรู้ผิดชอบ ไม่มีเหตุสมควรลดมาตราส่วนโทษให้ จำคุกคนละ ๑๘ ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกคนละ ๙ ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๙ วรรคสาม ให้ลงโทษจำคุกคนละ ๑๒ ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๗๘ คงจำคุกคนละ ๖ ปี ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องชัดแจ้งว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายแล้ว โดยเป็นการบรรยายตอกย้ำให้เห็นว่าจำเลยร่วมกันใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายโดยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางมาเพื่อกระทำผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายยิ่งกว่าการเดินทางธรรมดาที่ปราศจากยานพาหนะมากระทำความผิดชิงทรัพย์ของผู้เสียหายในลักษณะเดียวกันกับการใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำผิดชิงทรัพย์นั้นเองคำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี แล้ว นั้นเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่สามารถแปลความหมายว่า จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดชิงทรัพย์ดังโจทก์ฎีกาได้ เพราะตามคำฟ้องได้ความเพียงว่า ก่อนชิงทรัพย์ผู้เสียหายจำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การเดินทางมาทำการชิงทรัพย์เท่านั้น จะแปลข้อความดังกล่าวไปในทางที่เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองใช้รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเพื่อกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ไม่ได้ เพราะจำเลยทั้งสองอาจเพียงแต่ใช้รถจักรยานยนต์เดินทางมา และจอดรถไว้แล้วเดินไปยังที่เกิดเหตุซึ่งอยู่อีกแห่งหนึ่งแล้วทำการชิงทรัพย์โดยไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์คันนี้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยก็ได้ คำฟ้องโจทก์จึงไม่อาจแปลหรือเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ดังที่โจทก์ฎีกา พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5999/2544 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นายสุพจน์ ไหมธรรมจักร์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี · จำเลย - นายสุพจน์ ไหมธรรมจักร์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราโมทย์ ชพานนท์ · สุเมธ ตังคจิวางกูร · ชวลิต ยอดเณร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายศตวรรษ ทาแก้ว · ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ - นายปกรณ์ บุญญกูล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 213/2554ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 778/2519ฎีกา 831/2532ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา