⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6798/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6798/2544

ป.พ.พ. ม.150, 900, 990

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลลงลายมือชื่อในเช็คโดยไม่มีอำนาจสั่งจ่ายแทนบริษัท และมิได้ระบุว่ากระทำการแทนบริษัท ย่อมต้องรับผิดตามเช็คเป็นส่วนตัว

ย่อคำพิพากษา

แม้บริษัทจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโดยปรากฏข้อความในรายการเอกสารทะเบียนว่า ป. ผู้ตายเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ป. กับกรรมการอื่นอีก 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันประทับตราของบริษัท จำเลยที่ 1 ลงชื่อผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ แต่จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารตามเช็ค โดยให้ตัวอย่างลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเฉพาะกรรมการอื่น 4 คน โดยไม่ปรากฏตัวอย่างลายมือชื่อของ ป. ด้วย ป. จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คแทนจำเลยที่ 1 การที่ ป. ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่มีอำนาจสั่งจ่ายแทนจำเลยที่ 1 และมิได้ระบุว่ากระทำการแทนจำเลยที่ 1 แล้วนำเช็คพิพาทไปแลกกับเช็คซึ่ง ป. สั่งจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ส่วนตัว ป. จึงต้องร่วมรับผิดตามเช็คพิพาท เป็นการส่วนตัว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 ป.วิ.พ. มาตรา 97 บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายหนึ่งจะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนหรือจะอ้างตนเอง เป็นพยานก็ได้ การที่โจทก์อ้างจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานโจทก์ จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทให้ธนาคารใช้เงินภายในกำหนดเวลา 1 เดือน หรือ 3 เดือน นับแต่วันออกเช็ค ตาม ป.พ.พ. มาตรา 990 วรรคหนึ่ง คงมีผลเพียงทำให้โจทก์สิ้นสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้สลักหลัง และเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายเพียงเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คนั้น ความเสียหายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทในการกำหนดตามมาตรา 990 วรรคหนึ่ง เป็นหน้าที่ผู้สั่งจ่ายจะต้องพิสูจน์เพื่อให้พ้นความรับผิด ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ว่า โจทก์ให้ ป. ยืมเงิน 4,500,000 บาท ไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการสนับสนุนให้มีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 มาตรา 15 ที่บัญญัติว่า ผู้สมัครแต่ละคนจะใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมดเกิน 1,000,000 บาท ไม่ได้ การกู้ยืมเงินตามเช็คพิพาทจึงตกเป็นโมฆะ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 4 จะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จำเลยที่ 4 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง โจทก์ให้ ป. ยืมเงิน 4,500,000 บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2539 เป็นการยืมเงินก่อนประกาศ พ.ร.ฎ. ให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประมาณ 6 เดือน และเช็คตามเอกสารหมาย จ.5 ซึ่ง ป. ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก็มีกำหนดสั่งจ่ายในวันที่ 17 เมษายน 2539 ก่อนประกาศ พ.ร.ฎ. ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง 5 เดือนเศษ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ให้ ป. ยืมเงินเพื่อสนับสนุนให้มีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 ที่แก้ไขแล้ว การออกเช็คพิพาทแลกกับเช็คตามเอกสารหมาย จ.5 จึงไม่ตกเป็นโมฆะ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.97 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.900 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.990 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 ม.32

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.97 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๔,๘๓๗,๕๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะร่วมกันชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๔ ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ ณรงค์เดช ชำระเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ ณรงค์เดช ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๔ ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ นายประสิทธิ์ ณรงค์เดช และผู้มีชื่ออีก ๓ คน เป็นกรรมการของบริษัท กรรมการ ๓ คนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท ซึ่งจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และนายประสิทธิ์ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย พร้อมประทับตราของบริษัทจำเลยที่ ๑ ต่อมาวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ โจทก์นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี เพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทโดยเหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" นายประสิทธิ์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๑ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ ๔ เป็นผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๘๕๕๑/๒๕๔๑ ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๔ ว่า นายประสิทธิ์จะต้องร่วมรับผิดตามเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัวหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะได้จดทะเบียนโดยปรากฏข้อความในรายการเอกสารทะเบียนว่า นายประสิทธิ์เป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ นายประสิทธิ์กับกรรมการอื่นอีก ๒ คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทจำเลยที่ ๑ ลงชื่อผูกพันจำเลยที่ ๑ ได้ ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุบลราชธานี แต่จำเลยที่ ๑ เปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี โดยให้ตัวอย่างลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเฉพาะกรรมการอื่น ๔ คน โดยไม่ปรากฏตัวอย่างลายมือชื่อของนายประสิทธิ์ด้วย การที่นายประสิทธิ์ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่มีอำนาจสั่งจ่ายแทนจำเลยที่ ๑ และมิได้ระบุว่ากระทำการแทนจำเลยที่ ๑ แล้วนำเช็คพิพาทไปแลกกับเช็คซึ่งนายประสิทธิ์สั่งจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ส่วนตัว นายประสิทธิ์จึงต้องร่วมรับผิดตามเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ ที่จำเลยที่ ๔ ฎีกาว่า โจทก์อ้างจำเลยที่ ๒ เป็นพยานเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และจำเลยที่ ๒ เบิกความนอกเหนือจากคำฟ้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๗ บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายหนึ่งจะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนหรือจะอ้างตนเองเป็นพยานก็ได้ เมื่อกฎหมายบัญญัติให้สิทธิไว้เช่นนี้ การที่โจทก์อ้างจำเลยที่ ๒ เบิกความเป็นพยานโจทก์ จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ส่วนที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทให้ธนาคารใช้เงินภายในกำหนดเวลา ๑ เดือน หรือ ๓ เดือน นับแต่วันออกเช็ค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๙๐ วรรคหนึ่ง คงมีผลเพียงทำให้โจทก์สิ้นสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้สลักหลัง และเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายเพียงเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คนั้น ความเสียหายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทในกำหนดนั้นเป็นหน้าที่ผู้สั่งจ่ายจะต้องพิสูจน์เพื่อให้พ้นความรับผิด แต่จำเลยที่ ๔ ไม่ได้นำสืบว่าการที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทภายในกำหนด ทำให้เกิดความเสียหายแก่นายประสิทธิ์ ดังนั้น นายประสิทธิ์จึงไม่พ้นความรับผิดตามเช็คพิพาทในฐานะผู้สั่งจ่าย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๔ ข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์เบิกความว่า ให้นายประสิทธิ์ยืมเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท ไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการสนับสนุนให้มีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๕ ที่บัญญัติว่า ผู้สมัครแต่ละคนจะใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมดเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ได้ การกู้ยืมเงินตามเช็คพิพาทจึงตกเป็นโมฆะนั้น เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ ๔ จะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จำเลยที่ ๔ ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง และมาตรา ๒๔๙ วรรคสอง และที่โจทก์ให้นายประสิทธิ์ยืมเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๓๙ เป็นการยืมเงินก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประมาณ ๖ เดือน และเช็คตามเอกสารหมาย จ. ๕ ซึ่งนายประสิทธิ์ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก็มีกำหนดสั่งจ่ายในวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๓๙ ก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง ๕ เดือนเศษ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ให้นายประสิทธิ์ยืมเงินเพื่อสนับสนุนให้มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ ที่แก้ไขแล้ว การออกเช็คพิพาทแลกกับเช็คตามเอกสารหมาย จ. ๕ จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว? พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่เสียเกินมาศาลละ ๘,๔๑๕ บาท แก่จำเลยที่ ๔. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6798/2544 นายชาญชัย ซื่อสัตย์บุญ โจทก์ บริษัทอุบลทิพย์สุวรรณ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชาญชัย ซื่อสัตย์บุญ · จำเลย - บริษัทอุบลทิพย์สุวรรณ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ เนตรมัย · วิเทพ ศิริพากย์ · ชนะ ภาสกานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายเสรี จารุอรอุไร · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสถิตย์ ไพเราะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 1452/2511ฎีกา 99/2541ฎีกา 2409/2551ฎีกา 272/2490ฎีกา 3136/2524ฎีกา 2135/2518ฎีกา 605/2511ฎีกา 14887/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 848/2534ฎีกา 1616/2522ฎีกา 9571/2544ฎีกา 1687/2497ฎีกา 16561/2557ฎีกา 1510/2520ฎีกา 6196/2537ฎีกา 1632/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา