⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6798/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6798/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลลงลายมือชื่อในเช็คโดยไม่มีอำนาจสั่งจ่ายแทนบริษัท และมิได้ระบุว่ากระทำการแทนบริษัท ย่อมต้องรับผิดตามเช็คเป็นส่วนตัว

ย่อคำพิพากษา

แม้บริษัทจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโดยปรากฏข้อความในรายการเอกสารทะเบียนว่า ป. ผู้ตายเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ป. กับกรรมการอื่นอีก 2 คน ลงลายมือชื่อร่วมกันประทับตราของบริษัท จำเลยที่ 1 ลงชื่อผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ แต่จำเลยที่ 1 เปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารตามเช็ค โดยให้ตัวอย่างลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเฉพาะกรรมการอื่น 4 คน โดยไม่ปรากฏตัวอย่างลายมือชื่อของ ป. ด้วย ป. จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คแทนจำเลยที่ 1 การที่ ป. ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่มีอำนาจสั่งจ่ายแทนจำเลยที่ 1 และมิได้ระบุว่ากระทำการแทนจำเลยที่ 1 แล้วนำเช็คพิพาทไปแลกกับเช็คซึ่ง ป. สั่งจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ส่วนตัว ป. จึงต้องร่วมรับผิดตามเช็คพิพาท เป็นการส่วนตัว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 ป.วิ.พ. มาตรา 97 บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายหนึ่งจะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนหรือจะอ้างตนเอง เป็นพยานก็ได้ การที่โจทก์อ้างจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานโจทก์ จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต การที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทให้ธนาคารใช้เงินภายในกำหนดเวลา 1 เดือน หรือ 3 เดือน นับแต่วันออกเช็ค ตาม ป.พ.พ. มาตรา 990 วรรคหนึ่ง คงมีผลเพียงทำให้โจทก์สิ้นสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้สลักหลัง และเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายเพียงเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คนั้น ความเสียหายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทในการกำหนดตามมาตรา 990 วรรคหนึ่ง เป็นหน้าที่ผู้สั่งจ่ายจะต้องพิสูจน์เพื่อให้พ้นความรับผิด ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ว่า โจทก์ให้ ป. ยืมเงิน 4,500,000 บาท ไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการสนับสนุนให้มีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 มาตรา 15 ที่บัญญัติว่า ผู้สมัครแต่ละคนจะใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมดเกิน 1,000,000 บาท ไม่ได้ การกู้ยืมเงินตามเช็คพิพาทจึงตกเป็นโมฆะ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 4 จะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จำเลยที่ 4 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง โจทก์ให้ ป. ยืมเงิน 4,500,000 บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2539 เป็นการยืมเงินก่อนประกาศ พ.ร.ฎ. ให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประมาณ 6 เดือน และเช็คตามเอกสารหมาย จ.5 ซึ่ง ป. ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก็มีกำหนดสั่งจ่ายในวันที่ 17 เมษายน 2539 ก่อนประกาศ พ.ร.ฎ. ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง 5 เดือนเศษ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ให้ ป. ยืมเงินเพื่อสนับสนุนให้มีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 32 ที่แก้ไขแล้ว การออกเช็คพิพาทแลกกับเช็คตามเอกสารหมาย จ.5 จึงไม่ตกเป็นโมฆะ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.97 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.900 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.990 พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2522 ม.32

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๔,๘๓๗,๕๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะร่วมกันชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๔ ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ ณรงค์เดช ชำระเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ ณรงค์เดช ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๔ ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ นายประสิทธิ์ ณรงค์เดช และผู้มีชื่ออีก ๓ คน เป็นกรรมการของบริษัท กรรมการ ๓ คนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทลงชื่อผูกพันบริษัทได้ ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาท ซึ่งจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และนายประสิทธิ์ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย พร้อมประทับตราของบริษัทจำเลยที่ ๑ ต่อมาวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ โจทก์นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีของโจทก์ที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี เพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทโดยเหตุผลว่า "บัญชีปิดแล้ว" นายประสิทธิ์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๔๑ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งตั้งจำเลยที่ ๔ เป็นผู้จัดการมรดกของนายประสิทธิ์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๘๕๕๑/๒๕๔๑ ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๔ ว่า นายประสิทธิ์จะต้องร่วมรับผิดตามเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัวหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะได้จดทะเบียนโดยปรากฏข้อความในรายการเอกสารทะเบียนว่า นายประสิทธิ์เป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ นายประสิทธิ์กับกรรมการอื่นอีก ๒ คน ลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราของบริษัทจำเลยที่ ๑ ลงชื่อผูกพันจำเลยที่ ๑ ได้ ตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุบลราชธานี แต่จำเลยที่ ๑ เปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอุบลราชธานี โดยให้ตัวอย่างลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเฉพาะกรรมการอื่น ๔ คน โดยไม่ปรากฏตัวอย่างลายมือชื่อของนายประสิทธิ์ด้วย การที่นายประสิทธิ์ร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยไม่มีอำนาจสั่งจ่ายแทนจำเลยที่ ๑ และมิได้ระบุว่ากระทำการแทนจำเลยที่ ๑ แล้วนำเช็คพิพาทไปแลกกับเช็คซึ่งนายประสิทธิ์สั่งจ่ายให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ส่วนตัว นายประสิทธิ์จึงต้องร่วมรับผิดตามเช็คพิพาทเป็นการส่วนตัว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๐ ที่จำเลยที่ ๔ ฎีกาว่า โจทก์อ้างจำเลยที่ ๒ เป็นพยานเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และจำเลยที่ ๒ เบิกความนอกเหนือจากคำฟ้องนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๙๗ บัญญัติว่า คู่ความฝ่ายหนึ่งจะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานของตนหรือจะอ้างตนเองเป็นพยานก็ได้ เมื่อกฎหมายบัญญัติให้สิทธิไว้เช่นนี้ การที่โจทก์อ้างจำเลยที่ ๒ เบิกความเป็นพยานโจทก์ จึงไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ส่วนที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทให้ธนาคารใช้เงินภายในกำหนดเวลา ๑ เดือน หรือ ๓ เดือน นับแต่วันออกเช็ค ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๙๐ วรรคหนึ่ง คงมีผลเพียงทำให้โจทก์สิ้นสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้สลักหลัง และเสียสิทธิอันมีต่อผู้สั่งจ่ายเพียงเท่าที่จะเกิดความเสียหายอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ผู้สั่งจ่ายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คนั้น ความเสียหายเพราะการละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทในกำหนดนั้นเป็นหน้าที่ผู้สั่งจ่ายจะต้องพิสูจน์เพื่อให้พ้นความรับผิด แต่จำเลยที่ ๔ ไม่ได้นำสืบว่าการที่โจทก์ละเลยไม่ยื่นเช็คพิพาทภายในกำหนด ทำให้เกิดความเสียหายแก่นายประสิทธิ์ ดังนั้น นายประสิทธิ์จึงไม่พ้นความรับผิดตามเช็คพิพาทในฐานะผู้สั่งจ่าย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๔ ข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์เบิกความว่า ให้นายประสิทธิ์ยืมเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท ไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการสนับสนุนให้มีการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๕ ที่บัญญัติว่า ผู้สมัครแต่ละคนจะใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมดเกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ได้ การกู้ยืมเงินตามเช็คพิพาทจึงตกเป็นโมฆะนั้น เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ ๔ จะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จำเลยที่ ๔ ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง และมาตรา ๒๔๙ วรรคสอง และที่โจทก์ให้นายประสิทธิ์ยืมเงิน ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคม ๒๕๓๙ เป็นการยืมเงินก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประมาณ ๖ เดือน และเช็คตามเอกสารหมาย จ. ๕ ซึ่งนายประสิทธิ์ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ก็มีกำหนดสั่งจ่ายในวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๓๙ ก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง ๕ เดือนเศษ จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ให้นายประสิทธิ์ยืมเงินเพื่อสนับสนุนให้มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๒ ที่แก้ไขแล้ว การออกเช็คพิพาทแลกกับเช็คตามเอกสารหมาย จ. ๕ จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว? พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาที่เสียเกินมาศาลละ ๘,๔๑๕ บาท แก่จำเลยที่ ๔. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6798/2544 นายชาญชัย ซื่อสัตย์บุญ โจทก์ บริษัทอุบลทิพย์สุวรรณ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชาญชัย ซื่อสัตย์บุญ · จำเลย - บริษัทอุบลทิพย์สุวรรณ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ เนตรมัย · วิเทพ ศิริพากย์ · ชนะ ภาสกานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายเสรี จารุอรอุไร · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสถิตย์ ไพเราะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 3616/2558ฎีกา 272/2490ฎีกา 3136/2524ฎีกา 2135/2518ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 6105/2531ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 1896/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา