⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7082/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7082/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคู่ความสละข้อต่อสู้ในประเด็นใด ประเด็นนั้นจะยุติลงและศาลจะไม่อาจนำกลับมาพิจารณาอีกได้.

ย่อคำพิพากษา

แม้คำให้การของจำเลยในตอนหลังที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ถูกแย่งการครอบครองและไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนภายใน 1 ปี จะขัดกับคำให้การในตอนแรกว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยซื้อมาจากผู้มีชื่อ ก็ต้องถือว่าคำให้การดังกล่าวมีอยู่ แต่ต่อมาในชั้นชี้สองสถานจำเลยขอสละข้อต่อสู้ที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทหรือไม่เสียแล้ว จึงต้องถือว่าคำให้การในเรื่องดังกล่าวมิได้มีอยู่อีกต่อไป ดังนี้ประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยเป็นอันยุติ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ทำให้คำให้การของจำเลยที่ว่า โจทก์ถูกแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทและไม่ได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี ไม่มีอำนาจฟ้อง เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ และพิจารณาพิพากษาคดีไปตามประเด็นดังกล่าว โดยไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงถูกต้องแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว กลับไปวินิจฉัยประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยซึ่งยุติไปแล้ว จึงไม่ถูกต้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.179 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1375

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบคืนให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย ห้ามไม่ให้เกี่ยวข้อง กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท นับแต่เดือนกันยายน ๒๕๓๙ จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและส่งมอบคืนให้โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์และนายบุญมาไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทและไม่เคยครอบครองที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยได้มาโดยการซื้อจากผู้มีชื่อเมื่อปี ๒๕๑๑ พร้อมตึกแถว ซื้อแล้วจำเลยก็เข้าครอบครองทำประโยชน์โดยสงบ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเรื่อยมา หลังจากนั้นในปีเดียวกันนายบุญมาได้นำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทมาให้จำเลยลงลายมือชื่ออ้างว่าเป็นเจ้าของ จำเลยหลงเชื่อและเห็นว่านายบุญมาเป็นนักการเมืองผู้มีอำนาจในท้องถิ่นหากไม่ยอมลงลายมือชื่ออาจเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาจึงได้ลงลายมือชื่อให้ไป ต่อมาเมื่อจำเลยทราบว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของนายบุญมา เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่ายังไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ จำเลยจึงไม่จ่ายค่าเช่าและได้บอกเลิกการเช่าไปยังนายบุญมา เมื่อนายบุญมาถึงแก่ความตาย โจทก์และทายาทอื่นมาติดต่อขอเก็บค่าเช่า จำเลยก็แจ้งให้ทราบว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและไม่ยอมให้ค่าเช่า หลังจากนั้นโจทก์และทายาทอื่นก็ไม่มาเก็บค่าเช่าอีกและไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท อย่างไรก็ตามหากจะฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยก็ขอต่อสู้เป็นข้อกฎหมายว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ถูกจำเลยแย่งการครอบครองแล้วนับแต่วันที่จำเลยได้บอกเลิกการเช่าและไม่จ่ายค่าเช่าให้นายบุญมา อันถือได้ว่าจำเลยได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังนายบุญมาแล้วว่าจำเลยจะยึดถือเพื่อตน เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องเอาคืนการครอบครองภายใน ๑ ปี และนำคดีมาฟ้องโดยมิได้บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง วันชี้สองสถาน จำเลยขอสละข้อต่อสู้ในประเด็นที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ และโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาทแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษากลับ โดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องเอาคืนการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ แต่วินิจฉัยประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย กับประเด็นเรื่องค่าเสียหาย แล้วฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์ได้รับความเสียหาย ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท ห้ามไม่ให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีก กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่เดือนกันยายน ๒๕๓๙ จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำให้การของจำเลยในตอนหลังที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ถูกแย่งการครอบครองและไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน ๑ ปี ไม่มีอำนาจฟ้องจะเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งเพราะขัดกับคำให้การในตอนแรกที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย จึงไม่ทำให้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ แต่ก็ต้องถือว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวมีอยู่หรือจำเลยได้ให้การไว้ และคดีนี้มีการชี้สองสถานโดยปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ ว่า ในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นได้ตรวจคำฟ้อง คำให้การและได้สอบถามโจทก์จำเลย ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นการสอบถามถึงข้ออ้างข้อเถียงตามคำฟ้อง คำให้การ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๓ วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์จำเลยสามารถแถลงรับหรือปฏิเสธได้ เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้แถลงขอสละข้อต่อสู้ที่ว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ จึงต้องถือว่าคำให้การหรือข้อต่อสู้ของจำเลยในเรื่องดังกล่าวมิได้มีอยู่อีกต่อไป และประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยเป็นอันยุติ กรณีจึงไม่มีเหตุที่ทำให้คำให้การของจำเลยที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมือเปล่า โจทก์ถูกแย่งการครอบครองและไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน ๑ ปี ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ และพิจารณาพิพากษาคดีไปตามประเด็นดังกล่าว โดยไม่กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลย จึงถูกต้องแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ชอบที่จะพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว กลับไปวินิจฉัยประเด็นเรื่องที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือของจำเลยซึ่งยุติไปแล้ว จึงเป็นการไม่ถูกต้อง กรณีสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาใหม่ ฎีกาจำเลยฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายใน ๑ ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองหรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7082/2544 นายประเวศ เกษมวัน โจทก์ นางคำเสียร ปึงเลิศ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายประเวศ เกษมวัน · จำเลย - นางคำเสียร ปึงเลิศ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จรัส พวงมณี · กมล เพียรพิทักษ์ · สมชาย พงษธา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายสรวิศ รักษ์มณี · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสถิตย์ ไพเราะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 356/2530ฎีกา 142/2492ฎีกา 2749/2538ฎีกา 1721/2528ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 2834/2527ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3099/2524ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 7051/2540ฎีกา 72/2505ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 1131/2502ฎีกา 6058/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา