⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8411/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8411/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญ (ที่ดินมือเปล่า) ไม่อาจเกิดมีขึ้นได้ และหากที่ดินได้ออกโฉนดแล้ว การครอบครองปรปักษ์จะเริ่มนับระยะเวลาตั้งแต่วันที่ออกโฉนดเป็นต้นไป

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินพิพาทเพิ่งออกโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2539เหตุนี้การครอบครองปรปักษ์จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินเป็นต้นไป แม้จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2522 อันเป็นเวลาก่อนที่ที่ดินพิพาทออกโฉนดที่ดิน ก็ไม่อาจนับระยะเวลาที่ครอบครองนั้นรวมเข้ากับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ได้ เนื่องจากการครอบครองปรปักษ์ที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญซึ่งเรียกว่าที่ดินมือเปล่านั้นไม่อาจเกิดมีขึ้นได้เลย ไม่ว่าจำเลยครอบครองช้านานเพียงใด จำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ ทั้งจำเลยไม่อาจหวนกลับไปอ้างว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทได้อีก เพราะนอกจากเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลล่างแล้วบัดนี้ที่ดินพิพาทกลายเป็นที่ดินมีโฉนด ซึ่งผู้ใดประสงค์จะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ต้องกระทำโดยวิธีครอบครองปรปักษ์เท่านั้น

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1382

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสี่และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ทั้งสี่อีกต่อไป จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 195 ตำบลเขาดิน (ปัจจุบันตำบลยางนอน) อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ตามพื้นที่ส่วนแรเงาในเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 ให้โจทก์ทั้งสี่ร่วมกับจำเลยไปยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 16107 ให้จำเลยมีกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน 100 ตารางวา หากโจทก์ทั้งสี่เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โจทก์ทั้งสี่ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม นางสมทรง มะนาวหวานทายาทของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16107 ตำบลยางนอน อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ของโจทก์ทั้งสี่และห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ ยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) มีชื่อนายสำเนียงมะนาวหวาน ซึ่งเป็นสามีโจทก์ที่ 1 และเป็นบิดาโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2539 ได้มีการออกโฉนดที่ดินพิพาทมีชื่อนายสำเนียงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยปลูกบ้านในที่ดินพิพาทเนื้อที่86 ตารางวา ตั้งแต่ปี 2522 คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ เห็นว่าการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382หมายถึงการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของผู้อื่นโดยการครอบครอง ดังนั้นในเบื้องต้นทรัพย์สินของผู้อื่นที่จะครอบครองปรปักษ์นั้น จะต้องเป็นทรัพย์สินที่เจ้าของมีกรรมสิทธิ์ หากเจ้าของมีเพียงสิทธิครอบครองจะใช้หลักการครอบครองปรปักษ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวมาบังคับเพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์มิได้ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้ ที่ดินพิพาทเพิ่งออกโฉนดที่ดินเมื่อวันที่ 4มิถุนายน 2539 เหตุนี้การครอบครองปรปักษ์จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ที่ดินพิพาทได้ออกโฉนดที่ดินเป็นต้นไป แม้จำเลยได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2522 อันเป็นเวลาก่อนที่ที่ดินพิพาทออกโฉนดที่ดิน ก็ไม่อาจนับระยะเวลาที่ครอบครองนั้นรวมเข้ากับระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ได้เนื่องจากการครอบครองปรปักษ์ที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญซึ่งเรียกว่าที่ดินมือเปล่านั้นไม่อาจเกิดมีขึ้นได้เลย ไม่ว่าจำเลยครอบครองช้านานเพียงใดจำเลยก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ ทั้งจำเลยไม่อาจหวนกลับไปอ้างว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทได้อีก เพราะนอกจากเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลล่างแล้ว บัดนี้ที่ดินพิพาทกลายเป็นที่ดินมีโฉนด ซึ่งผู้ใดประสงค์จะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง ต้องกระทำโดยวิธีครอบครองปรปักษ์เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ และศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีทางที่จะได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8411/2544 นาง จำรูญ มะนาวหวาน โดยนาง สมทรง มะนาวหวาน โจทก์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก โจทก์ นาง กลิ่น บุญโต จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง จำรูญ มะนาวหวาน โดยนาง สมทรง มะนาวหวาน · โจทก์ - ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก · จำเลย - นาง กลิ่น บุญโต
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชา มหาคุณ · พูนศักดิ์ จงกลนี · ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 726/2493ฎีกา 1589/2567ฎีกา 3375/2532ฎีกา 472/2526ฎีกา 9788/2553ฎีกา 2675/2527ฎีกา 945/2537ฎีกา 5473/2548ฎีกา 759/2494ฎีกา 1219-1222/2526ฎีกา 1564/2529ฎีกา 231/2482ฎีกา 1280/2492ฎีกา 955/2535ฎีกา 472/2513ฎีกา 107/2493ฎีกา 1368/2510ฎีกา 529/2497ฎีกา 4415/2528ฎีกา 383/2490ฎีกา 3081/2527ฎีกา 781/2538ฎีกา 4258/2541ฎีกา 1539/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ