⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8995/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8995/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย แต่การสมรสที่เกิดขึ้นก่อนกฎหมายใหม่ใช้บังคับยังคงสมบูรณ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะ. การที่สามียกสินสมรสให้ภรรยาใหม่โดยเสน่หาโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภรรยาเดิม ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ภรรยาเดิมจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนได้.

ย่อคำพิพากษา

บ. จดทะเบียนสมรสกับโจทก์เมื่อ 6 ธ.ค. 2501 ต่อมาได้จดทะเบียนสมรสซ้อนกับจำเลยอีกเมื่อ 16 มี.ค. 2505 ป.พ.พ. บรรพ 5 (เดิม) มาตรา 1488 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น บัญญัติว่า บุคคลใดจะอ้างว่าการสมรสเป็นโมฆะหรือโมฆียะไม่ได้ นอกจากศาลพิพากษาว่าเป็นเช่นนั้น เมื่อในขณะที่ บ. ซื้อที่พิพาทยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องร้องให้การสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยเป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าการสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยยังชอบอยู่ ดังนั้นที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรสของทั้ง บ. โจทก์ และจำเลย แม้ บ. จะมีอำนาจจัดการสินสมรสต่อไปตามกฎหมาย แต่การที่ บ. ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยเสน่หา อันมิได้เป็นไปตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางสังคมโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติกฎหมายในขณะที่มีการจดทะเบียนให้ขึ้นใช้บังคับ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1480 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1488

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมการให้และคืนที่ดินให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๙๙๘ และ ๒๖๙๙๙ ตำบลกะเฉด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยองที่ บ. ยกให้จำเลยโดยเสน่หา หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา จำเลยยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นร้องขอพิจารณาใหม่ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๖๙๙๘ และ ๒๖๙๙๙ ตำบลกะเฉด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ที่ บ. ยกให้จำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับ บ. เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๐๑ และยังมิได้มีการจดทะเบียนหย่า ส่วนจำเลยจดทะเบียนสมรสกับ บ. เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๐๕ ต่อมาวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๐ บ. ได้ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ครั้นในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๒๙ บ. ได้จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงดังกล่าวแก่จำเลย ต่อมาวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๓๐ บ. กับจำเลยได้จดทะเบียนหย่ากัน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นสินสมรสหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการยกที่ดินให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อ บ. ได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๐๑ ดังนั้น บ. กับโจทก์จึงเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ในระหว่างนั้นแม้ บ. จะได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยซ้อนอีก ซึ่งตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ที่แก้ไขใหม่ในปี ๒๕๓๓ ทำให้การสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยเป็นโมฆะซึ่งผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ตามมาตรา ๑๔๙๗ ก็ตาม แต่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๗๐ บัญญัติว่า บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของการหมั้น การสมรส ฯลฯ และตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๙ มาตรา ๕ บัญญัติว่า บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงความสมบูรณ์ของการหมั้น การสมรส ฯลฯ ดังนั้นปัญหาที่ว่าการสมรสของโจทก์หรือของจำเลยฝ่ายใดสมบูรณ์จึงต้องวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ เดิม ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ เดิม มาตรา ๑๔๘๘ อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่มีการจดทะเบียนสมรสซ้อนนั้นบัญญัติว่า บุคคลใดจะอ้างว่า การสมรสเป็นโมฆะหรือโมฆียะไม่ได้นอกจากศาลพิพากษาว่าเป็นเช่นนั้น ฉะนั้นการที่ บ. ได้ซื้อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๐ โดยในขณะนั้นยังไม่มีฝ่ายใดฟ้องร้องให้การสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยเป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าการสมรสระหว่าง บ. กับจำเลยยังมีอยู่ ดังนั้นที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นที่ดินที่ได้มาระหว่างสมรสระหว่าง บ. ทั้งกับโจทก์และจำเลย ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นสินสมรสของ บ. กับโจทก์และจำเลยรวมสามคน เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นทรัพย์สินที่ บ. ได้มาระหว่างสมรสกับโจทก์ก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ ที่ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๙ ใช้บังคับ และเมื่อไม่ปรากฏว่ามีสัญญาก่อนสมรสบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ทั้งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๖๓ บัญญัติว่า นิติกรรมที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้กระทำไปในการจัดการสินสมรสโดยปราศจากความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ การให้สัตยาบันหรือการขอให้เพิกถอนนิติกรรมนั้นให้เป็นไปตามมาตรา ๑๔๘๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๙ มาตรา ๗ บัญญัติว่า บทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจการจัดการสินบริคณห์ที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มีอยู่แล้วในวันใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ได้ตรวจชำระใหม่ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ ฯลฯ เมื่อ บ. มีอำนาจจัดการสินสมรส รวมทั้งอำนาจจำหน่ายสินสมรสอยู่แล้ว บ. จึงมีอำนาจจัดการสินสมรสต่อไป แต่การที่ บ. ยกที่ดินพิพาทสองแปลงให้แก่จำเลยโดยเสน่หาอันมิได้เป็นไปตามสมควรในทางศีลธรรมอันดีหรือในทางสังคม โดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๐ วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติกฎหมายในขณะที่มีการจดทะเบียนการให้ขึ้นใช้บังคับ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8995/2544 นางฮ่งกิมหรือทองคำ ชัยวณิชยา โดยพันโทสมชาย ชัยวณิชยา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นางมาลี เกษศิริรัตน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความชัยวณิชยา - นางฮ่งกิมหรือทองคำ · โจทก์ - โดยพันโทสมชาย ชัยวณิชยา ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน · จำเลย - นางมาลี เกษศิริรัตน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ · ธาดา กษิตินนท์ · หัสดี ไกรทองสุก
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งธนบุรี - นายจรินทร์ ไกรเทพ · ศาลอุทธรณ์ - นางคำนวณ เทียมสอาด
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 874/2532ฎีกา 771/2508ฎีกา 7674/2550ฎีกา 3544/2542ฎีกา 6868/2541ฎีกา 7419/2543ฎีกา 2896/2525ฎีกา 5393/2542ฎีกา 3487/2542ฎีกา 2953/2538ฎีกา 1171/2543ฎีกา 4433/2536ฎีกา 7556/2537ฎีกา 4046/2535ฎีกา 5191/2540ฎีกา 1039/2492ฎีกา 2027/2560ฎีกา 3775/2546ฎีกา 5345/2536ฎีกา 9607/2544ฎีกา 1376/2506ฎีกา 2910/2531ฎีกา 386-387/2505ฎีกา 139/2569
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา