คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9647/2544
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกู้ยืมเงินที่ไม่มีกำหนดอายุความฟ้องร้องไว้โดยเฉพาะ มีอายุความ 10 ปี โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ หากสัญญาให้ชำระดอกเบี้ยเป็นงวดๆ และมีข้อตกลงให้ผู้ให้กู้ฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดได้ทันทีเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ย อายุความจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยงวดแรก
ย่อคำพิพากษา
การกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนดอายุความฟ้องร้องไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถือว่ามีอายุความ10 ปี ตามมาตรา 193/30 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 ดังนั้น เมื่อหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 4 กำหนดไว้ว่า จำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกเดือน ย่อมหมายความว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนแรกภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 การที่จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เลยเช่นนี้จึงถือว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญา ทั้งหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 6 ระบุว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยจากจำเลยได้ทั้งหมดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดเวลาชำระเงินต้นคืนตามที่กำหนดกันไว้ในสัญญาอันถือได้ว่ากำหนดเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้นั้นเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2531 เป็นต้นไปโจทก์จึงต้องฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยคืนจากจำเลยภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 หาใช่เริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 28มิถุนายน 2532 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญากู้เงินไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
—
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 80,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 140,000บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นจำนวน 80,000บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์
จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการเดียวว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เห็นว่า การกู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนดอายุความฟ้องร้องไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 164 เดิม(มาตรา 193/30 ที่แก้ไขใหม่) และตามมาตรา 169 เดิม (มาตรา 193/12ที่แก้ไขใหม่) บัญญัติว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ดังนั้น เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1ข้อ 4 กำหนดไว้ว่าจำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุกเดือนซึ่งหมายความว่า จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เดือนแรกภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2531 การที่จำเลยไม่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เลยเช่นนี้จึงถือว่าจำเลยประพฤติผิดสัญญา และเมื่อตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 6 ระบุว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยจากจำเลยได้ทั้งหมดทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดเวลาชำระเงินต้นคืนตามที่กำหนดกันไว้ในสัญญา อันถือได้ว่ากำหนดเวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยได้นั้นเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 28กรกฎาคม 2531 เป็นต้นไป กล่าวคือโจทก์ต้องฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยคืนจากจำเลยภายในวันที่ 28 กรกฎาคม 2541 หาใช่เริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2532 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ตามที่ตกลงกันไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 แต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกเงินต้นและดอกเบี้ยคืนจากจำเลยในวันที่ 23 มิถุนายน 2542 คดีโจทก์จึงขาดอายุความที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแก่โจทก์โดยวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9647/2544
นาย กฤติหรือกิตติ กาญจนรุจวิวัฒน์ โจทก์
นาย เตือง แสงสว่าง จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย กฤติหรือกิตติ กาญจนรุจวิวัฒน์ · จำเลย - นาย เตือง แสงสว่าง |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ดวงมาลย์ ศิลปอาชา · สมชาย จุลนิติ์ · ชวลิต ตุลยสิงห์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ