⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 114/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 114/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่หน่วยงานของรัฐได้ทราบถึงการกระทำละเมิดและผู้ต้องรับผิดทางแพ่งแล้ว ถือว่าเริ่มนับอายุความ แม้จะมีการขอความเห็นเพิ่มเติมหรือการลงนามอนุมัติในภายหลังก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

คณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้รับผิดทางแพ่งทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นว่า จำเลยเป็นผู้ต้องรับผิดและแจ้งให้เลขาธิการของโจทก์ทราบ ถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงผู้ที่ต้องรับผิดทางแพ่งว่าเป็นจำเลยตั้งแต่ก่อนหรืออย่างช้าที่สุดในวันที่เลขาธิการของโจทก์มีบันทึกถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมาย กระทรวงหมาดไทย คือวันที่ 29 ธันวาคม 2537 แม้ต่อมาเลขาธิการของโจทก์จะเสนอขอความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมาย กระทรวงมหาดไทยก็ตาม แต่ผลการพิจารณาก็มิได้เปลี่ยนแปลงตัวผู้รับผิดทางแพ่งแต่อย่างใด และแม้เลขาธิการของโจทก์จะลงนามเห็นชอบให้ดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2538 ก็ตาม ก็ไม่ทำให้การรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์อันเป็นการเริ่มนับอายุความเปลี่ยนแปลงไป เพราะมิฉะนั้นแล้วอายุความก็ขยายออกไปได้เรื่อย ๆ แล้วแต่ความล่าช้าในการดำเนินการของโจทก์ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2539 พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.70 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้บังจำเลยชำระเงินจำนวน 159,389.04 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ขณะที่จำเลยขับรถยนต์ของโจทก์ไปถึงบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งมีรถยนต์ปัดฝุ่นกำลังทำงานอยู่ จำเลยได้ใช้ความระมัดระวังโดยชะลอความเร็วของรถลงเหลือประมาณ 20 ถึง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจำเลย ขับรถล้ำเส้นแบ่งทางเดินรถเข้าไปเพียงเล็กน้อยเพื่อหลบหลีกรถยนต์ปัดฝุ่นดังกล่าว เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายสุนทรเพียงฝ่ายเดียวซึ่งขับรถมาด้วยความเร็วสูง โจทก์ไม่ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องรับผิด คดีจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 90,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2537 จำเลยขับรถยนต์ของโจทก์ไปราชการในเขตอำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ระหว่างเดินทางได้เกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์บรรทุกซึ่งมีนายสุนทร บุตรดี เป็นผู้ขับ ทำให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาโจทก์ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหา ผู้รับผิดทางแพ่ง คณะกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนแล้วมีความเห็นว่าจำเลยเป็นผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ทางแพ่งให้แก่โจทก์ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2539 มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงยุติว่า เลขาธิการของโจทก์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหา ผู้รับผิดทางแพ่งในกรณีนี้แล้ว คณะกรรมการสอบสวนสรุปผลการสอบสวนว่าจำเลยเป็นผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งให้แก่โจทก์และแจ้งให้เลขาธิการของโจทก์ทราบตามบันทึกปกปิดที่ มท 1429/52 ลงวันที่ 27 กันยายน 2537 แต่กองนิติการของโจทก์พิจารณาแล้วไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการสอบสวน โดยเห็นว่าจำเลยไม่ต้องรับผิด แล้วสำนักงานเลขานุการกรมของโจทก์ได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เห็นว่าความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนถูกต้อง ต่อมาเลขาธิการของโจทก์ได้มีบันทึกปกปิดที่ มท 1429/2970 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2537 ขอความเห็นต่อผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมายกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอความเห็นว่าบุคคลใดต้องรับผิดทางแพ่ง ต่อมาผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมาย กระทรวงมหาดไทย มีความเห็นว่าความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนถูกต้องแล้ว คือจำเลยต้องเป็นผู้รับผิด เช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงผู้ที่ต้องรับผิดทางแพ่งว่าเป็นจำเลยตั้งแต่ก่อนหรืออย่างช้าที่สุดในวันที่โจทก์มีบันทึกถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมาย กระทรวงมหาดไทย คือวันที่ 29 ธันวาคม 2537 แล้ว แม้ต่อมาเลขาธิการของโจทก์จะเสนอขอความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านให้คำปรึกษากฎหมาย กระทรวงมหาดไทย ก็ตาม แต่ผลการพิจารณาก็มิได้เปลี่ยนแปลงตัวผู้รับผิดทางแพ่งแต่อย่างใด และแม้เลขาธิการของโจทก์จะลงนามเห็นชอบให้ดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2538 ก็ตาม ก็ไม่ทำให้การรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัว ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์อันเป็นการเริ่มนับอายุความเปลี่ยนแปลงไป เพราะมิฉะนั้นแล้ว อายุความก็จะขยายออกไปได้เรื่อย ๆ แล้วแต่ความล่าช้าในการดำเนินการของโจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2539 พ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 114/2545 สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท โจทก์ นายอัมพร รัตติธรรม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท · จำเลย - นายอัมพร รัตติธรรม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)องอาจ โรจนสุพจน์ · ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ · ประชา ประสงค์จรรยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพิจิตร - นายวิสุทธิ์ กลิ่นพร · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายธนัท วิรบุตร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2580/2544ฎีกา 79/2486ฎีกา 4300/2543ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5268/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 5095/2556ฎีกา 4513/2533ฎีกา 6560/2555ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา