คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2545
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน แม้จะต่างชนิดกัน แต่หากถูกจับพร้อมกันและเป็นการกระทำในวาระเดียวกัน ถือเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
ย่อคำพิพากษา
เจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อเฮโรอีนได้จากจำเลยจำนวน 2 หลอด และเข้าค้นตัวจำเลย พบเฮโรอีนจำนวน 11 หลอด และเมทแอทเฟตามีนจำนวน 18 เม็ด การที่จำเลยมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน และถูกจับได้พร้อมกัน แม้วัตถุแห่งการกระทำความผิดต่างชนิดกัน แต่เมื่อเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เช่นเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๖๗ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปีน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๘๓, ๙๑ และริบอาวุธปืนของกลาง
จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ
จำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง, ๖๗ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ (ที่ถูกจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ และจำเลยที่ ๑ ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ กับผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคหนึ่ง ด้วย) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ ๕ ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ โดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ ๕ ปี ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก ๑ ปี รวมโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑๒ ปี ๖ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๐ ปี สำหรับคำรับสารภาพของจำเลยที่ ๑ ในชั้นจับกุมชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาข้อหามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกระทงละหนึ่งในสามทั้งสี่กระทง ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๘ ปี ๔ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๕ ปี ริบอาวุธปืนของกลาง
จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดสำหรับจำเลยที่ ๑ ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง และความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ เป็นกรรมเดียวกันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑๑ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๗ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเฮโรอีนจำนวน ๑๑ หลอด และเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อจำนวน ๒ หลอด เป็นเงิน ๒๐๐ บาท ยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๘ เม็ด น้ำหนัก ๑.๒๖ กรัม และอาวุธปืนยาวอัดลม ๑ กระบอก จากจำเลยที่ ๑ ไว้เป็นของกลาง
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยที่ ๑ มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ เป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกันหรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เจ้าพนักงานตำรวจล่อซื้อเฮโรอีนได้จากจำเลยที่ ๑ จำนวน ๒ หลอด และเข้าค้นตัวจำเลยที่ ๑ พบเฮโรอีนจำนวน ๑๑ หลอด และเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑๘ เม็ด ดังนั้น การที่จำเลยที่ ๑ มีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเป็นการกระทำผิดในวาระเดียวกัน และถูกจับได้พร้อมกัน แม้วัตถุแห่งการกระทำความผิดต่างชนิดกัน แต่เมื่อเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ เช่นเดียวกัน จึงเป็นการกระทำความผิดเพียงกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ว่าศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายคนละมาตรากันกับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็หาทำให้การกระทำกรรมเดียวกลายเป็นการกระทำหลายกรรมไปได้ไม่ ศาลอุทธณ์ภาค ๗ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
นายสุภัทร์ สุทธิมนัส ผู้ช่วยฯ
นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อ
นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ
นายเดชา หงส์ทอง ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1807/2545
นายคมกริบ ขุนไกร ที่ 1 กับพวก
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | กับพวก - นายคมกริบ ขุนไกร ที่ 1 |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมชัย เกษชุมพล · เดิมพัน จรรยามั่น · สุมิตร สุภาดุลย์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายวิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายชัชวาล บุนนาค |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา