⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 788/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดที่กฎหมายที่ใช้บังคับภายหลังมีโทษหนักกว่ากฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำความผิดบังคับใช้แก่จำเลย.

ย่อคำพิพากษา

ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505(ฉบับเก่า) ยังมีผลบังคับใช้อยู่แม้ต่อมาพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526(ฉบับใหม่) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2526 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับเก่า) แต่การยื่นคำขอรับบัตรโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนมีสัญชาติไทย พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับใหม่)ก็ยังบัญญัติเป็นความผิดอยู่เช่นเดิม โดยมาตรา 14 ได้ระวางโทษหนักกว่าโทษตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับเก่า) ดังนั้น พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับใหม่) จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลยต้องใช้พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ (ฉบับเก่า) มาตรา 17 มาบังคับใช้แก่การกระทำความผิดของจำเลย ซึ่งมีกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี จึงมีอายุความเพียง5 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(4) ฉะนั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2535 ในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 จึงเลยกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำผิด คดีจึงขาดอายุความ ต้องยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และมาตรา 225 การที่จำเลยซึ่งไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานว่าตนมีสัญชาติไทย เพื่อขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน และวันเวลาเดียวกันจำเลยได้แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในคำขอมีบัตรใหม่ซึ่งเป็นเอกสารราชการและมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลยแล้วใช้ใบคำขอมีบัตรใหม่ดังกล่าวยื่นต่อเจ้าพนักงานเพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่นั้น เป็นการกระทำในวันเวลาเดียวกันต่อเนื่องกัน มีเจตนาเดียวกันที่จะให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลย จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองและ 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.215 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.95 ประมวลกฎหมายอาญา ม.137 ประมวลกฎหมายอาญา ม.267 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2505 ม.17 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม.3 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม.14

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยได้อ้างและแสดงตนยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ปกครอง 3 ปลัดอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนว่า จำเลยชื่อนายเหม่า แซ่ห่าง เป็นผู้มีสัญชาติไทย เพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ความจริงจำเลยคือนายเลาะเมาะ แซ่ม้าซึ่งอาจทำให้เจ้าพนักงานและกรมการปกครองเสียหายกับตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยได้อ้างและแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยชื่อนายเหม่า แซ่หาง เป็นผู้มีสัญชาติไทยลงในคำขอมีบัตรหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นเอกสารราชการมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานของที่ว่าการอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพิจารณาอนุมัติและทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลย ความจริงแล้วจำเลยไม่ใช่นายเหม่า จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นายวิบูลย์ ที่ว่าการอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และกรมการปกครอง แล้วจำเลยใช้ใบคำขอมีบัตรหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยื่นต่อเจ้าพนักงาน เพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงานและกรมการปกครอง กับเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 เวลากลางวันจำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยได้อ้างและแสดงตนยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยเป็นนายเหม่า แซ่หาง โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชนเดิม ซึ่งเป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่จำเลยได้มาจากการกระทำความผิดดังกล่าวแล้วต่อเจ้าหน้าที่ปกครอง 3 ปลัดอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับเรื่องขอทำบัตรประจำตัวประชาชนว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยเพื่อขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน ความจริงแล้วจำเลยคือนายเลาะเมาะ แซ่ม้า ถือใบสำคัญประจำตัวประชาชนคนต่างด้าว ซึ่งอาจทำให้เจ้าพนักงาน ที่ว่าการอำเภอหางดงและกรมการปกครองเสียหายกับตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยได้อ้างและแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน และให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จว่าจำเลยชื่อนายเหม่า แซ่หาง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ลงในคำขอมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งเป็นเอกสารราชการมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานของที่ว่าการอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพิจารณาอนุมัติและทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลย ความจริงแล้วจำเลยไม่ใช่นายเหม่า แซ่หาง จำเลยแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางคำมูลที่ว่าการอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และกรมการปกครอง แล้วจำเลยใช้ใบคำขอมีบัตรหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยื่นต่อเจ้าพนักงานเพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ ขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เจ้าพนักงานและกรมการปกครอง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 4, 14ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 268 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานผิด 2 กระทง ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกกระทงละ 6 เดือน ความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานใช้หรืออ้างเอกสารดังกล่าวผิด 2 กระทง ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ประกาศใช้หลังจากจำเลยกระทำผิด กฎหมายดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับใช้แก่จำเลยหรือไม่เห็นว่า ขณะจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 มีผลใช้บังคับอยู่ แม้ต่อมาพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2526 มาตรา 3 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 แต่การยื่นคำขอรับบัตรโดยแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนมีสัญชาติไทย พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ก็ยังบัญญัติเป็นความผิดอยู่เช่นเดิมโดยที่พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ได้ระวางโทษไว้หนักกว่าโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 มาตรา 17 ดังนั้น พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ไม่อาจใช้บังคับแก่จำเลยที่กระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 ได้ ต้องใช้พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 มาตรา 17 บังคับแก่กรณีการกระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 ของจำเลยตามหลักทั่วไปในประมวลกฎหมายอาญา แต่ที่จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 ภายหลังที่พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มีผลใช้บังคับแล้ว พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 จึงมีผลบังคับใช้แก่จำเลยซึ่งกระทำความผิดเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 ได้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนปัญหาประการที่สองที่ว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2535 คดีขาดอายุความแล้วหรือไม่นั้น เห็นว่า กรณีที่จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 ต้องนำเอาพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 มาตรา 17 มาบังคับใช้ เมื่อพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2505 มาตรา 17 มีกำหนดโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี จึงมีอายุความเพียง 5 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(4) ดังนั้น เฉพาะที่จำเลยกระทำผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยข้อหาดังกล่าวเมื่อวันที่8 เมษายน 2535 จึงเลยกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำผิด คดีเป็นอันขาดอายุความ ส่วนความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการและฐานใช้หรืออ้างเอกสารดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง นั้น มีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95(3) คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดข้อหาแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 อีกกรรมหนึ่งนั้น มีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95(3) คดีจึงไม่ขาดอายุความ เมื่อความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 ขาดอายุความแล้วจึงต้องยกฟ้องโจทก์เฉพาะความผิดฐานนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 215 และ มาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ด้วยไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน อนึ่ง กรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อนางคำมูล จันทร์ก๋อง เจ้าพนักงานว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทยเพื่อขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 เวลากลางวัน และในวันเวลาเดียวกันจำเลยได้แจ้งให้นางคำมูลเจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในคำขอมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นเอกสารราชการและมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่จำเลยแล้วใช้ใบคำขอมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวยื่นต่อนางคำมูล เจ้าพนักงานเพื่อขอทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวกระทำในวันเวลาเดียวกันต่อเนื่องกันมีเจตนาเดียวกันที่จะให้ทางราชการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษเป็นสองกรรมไม่ถูกต้องข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ฎีกาศาลฎีกาสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองและ 225" พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดที่จำเลยกระทำเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2525 ให้ยกฟ้องเฉพาะความผิดฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานคงลงโทษจำเลยเพียงความผิดฐานใช้และอ้างเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน กระทงหนึ่ง และความผิดที่จำเลยกระทำวันที่ 18 เมษายน 2531 ให้ลงโทษฐานแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก6 เดือน อีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุกจำเลย 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 788/2545 พนักงานอัยการ จังหวัดเชียงใหม่ โจทก์ นาย เลาะเมาะหรือเหม่า แซ่ม้าหรือแซ่ห่างหรือม้าสีเขียว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัดเชียงใหม่ · จำเลย - นาย เลาะเมาะหรือเหม่า แซ่ม้าหรือแซ่ห่างหรือม้าสีเขียว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พูนศักดิ์ จงกลนี · ปัญญา สุทธิบดี · กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1795/2493ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 284/2507ฎีกา 11/2539ฎีกา 5806/2534ฎีกา 635/2485ฎีกา 6344/2551ฎีกา 34/2521ฎีกา 3310/2541ฎีกา 4085/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ