⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3750/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3750/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาที่ฟังว่าจำเลยกระทำความผิด มีผลผูกพันเฉพาะจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีอาญานั้นเท่านั้น ไม่ผูกพันบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าว - นายจ้างไม่ต้องร่วมรับผิดในผลละเมิดที่ลูกจ้างก่อขึ้น หากการกระทำนั้นเป็นเหตุส่วนตัวของลูกจ้างที่เกิดขึ้นต่างหาก ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการหรือกรอบแห่งการจ้างของนายจ้าง

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้ว่าในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 46 ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าว ดังนั้น ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาของศาลคดีส่วนอาญาที่ฟังว่า จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส มีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น ไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย จึงเป็นกรณีที่ต้องฟังข้อเท็จจริงกันใหม่ การที่จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุไปบรรทุกผักและผลไม้ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้แวะรับประทานอาหารและดื่มสุราจนถูกทำร้ายร่างกาย ด้วยความโกรธแค้นเพราะเหตุส่วนตัวที่ถูกทำร้ายดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงขับรถบรรทุกพุ่งชนโจทก์ที่ 5 และผู้ตายกับพวกที่ทำร้ายตนจนเป็นเหตุให้มีคนตายและบาดเจ็บเช่นนี้ เป็นเหตุส่วนตัวที่เกิดขึ้นต่างหากไม่เกี่ยวข้องกับกิจการในทางการที่จ้างหรือกรอบแห่งการจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 นายจ้างที่มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ลูกจ้างไปกระทำ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นต่อโจทก์ทั้งห้า ส่วนจำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยรถบรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ 3 ตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งจำเลยที่ 4 ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 3 ผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งจำเลยที่ 3 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตาม ป.พ.พ.มาตรา 887 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ 3 ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดชอบในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ที่กระทำต่อโจทก์ทั้งห้า จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันภัยค้ำจุน จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.887

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถบรรทุกของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ ๔ ตามคำสั่งและในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ด้วยความประมาทเลินเล่อโดยใช้ความเร็วสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นเหตุให้รถที่จำเลยที่ ๑ ขับเสียการทรงตัวพุ่งชนรถจักรยานยนต์ ๒ คัน ซึ่งมุ่งหน้าไปทิศทางเดียวกับจำเลยที่ ๑ รถจักรยานยนต์คันแรกมีนายทรงยศ แซ่กิม เป็นผู้ขับ นายคนัง นิรภัย บุตรชายของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ นั่งซ้อนท้าย ส่วนรถจักรยานยนต์คันที่สองมีนายนุสรณ์ ศรีพรทุม เป็นผู้ขับ โจทก์ที่ ๕ นั่งซ้อนท้ายคนที่ ๑ นายสุรเทพ นครไชย บุตรชายของโจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ นั่งซ้อนท้ายคนที่ ๒ เป็นเหตุให้นายคนัง นายสุรเทพและนายนุสรณ์ถึงแก่ความตาย ส่วนโจทก์ที่ ๕ ได้รับอันตรายสาหัส และเป็นเหตุให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ได้รับความเสียหายจำนวน ๒๕๕,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ ได้รับความเสียหายจำนวน ๒๔๕,๐๐๐ บาท และโจทก์ที่ ๕ ได้รับความเสียหายจำนวน ๑๓๓,๕๐๐ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน ๒๕๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๒๔๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ และชำระเงินจำนวน ๑๓๓,๕๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๕ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ กับโจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มิได้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถบรรทุก จำเลยที่ ๑ มิใช่ลูกจ้างหรือตัวแทนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่เคยใช้จ้างวานให้จำเลยที่ ๑ ขับรถไปทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งห้า เหตุคดีนี้มิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ ๑ แต่เป็นการกระทำโดยมีเจตนาฆ่าเนื่องจากจำเลยที่ ๑ มีสาเหตุโกรธแค้นกับบุตรของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ บุตรของโจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ และโจทก์ที่ ๕ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์ทั้งห้าเรียกมานั้น ค่ารักษาพยาบาลนายคนังก่อนถึงแก่ความตายไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดงานศพนายคนังไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ไม่เกินเดือนละ ๕๐๐ บาท เป็นเวลา ๗ ปี ไม่เกิน ๔๒,๐๐๐ บาท ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดงานศพนายสุรเทพไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ในส่วนของโจทก์ที่ ๕ ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท ค่าเสียหายเนื่องจากมีรอยแผลเป็นทำให้ใบหน้าเสียโฉมไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท และค่าขาดประโยชน์ไม่เกิน ๑,๘๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๔ ให้การว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ กับโจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๑ มิได้เป็นลูกจ้างและปฏิบัติหน้าที่ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องรับผิด ตามกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยที่ ๔ รับผิดต่อชีวิตร่างกายของบุคคลภายนอกคนละไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท โดยรับผิดไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ของการเกิดเหตุแต่ละครั้ง และรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น เหตุคดีนี้เป็นการกระทำโดยเจตนาผิดวัตถุประสงค์ของสัญญาประกันภัย โดยเหตุที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของนายคนัง นายสุรเทพและโจทก์ที่ ๕ เองที่สมัครใจเข้าร่วมทะเลาะวิวาทและพยายามทำร้ายร่างกายจำเลยที่ ๑ จึงแกล้งขับรถจักรยานยนต์ปาดตัดหน้ารถบรรทุก เพื่อให้เสียหลักหรือหยุดรถ โดยหวังผลในการประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกายผู้อื่น จำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัย ฟ้องโจทก์ทั้งห้าเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑๒๗,๒๔๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๑๑๙,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ และที่ ๔ และชำระเงินจำนวน ๔๑,๔๗๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๕ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินแต่ละรายการนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ ๔ ร่วมรับผิดในหนี้ต้นเงินแต่ละรายการไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งห้าฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ปัญหาประการแรกที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้ามีว่า การที่จำเลยที่ ๑ ขับรถบรรทุกชนรถจักรยานยนต์ ๒ คัน ตามฟ้องจนเป็นเหตุให้นายคนัง นิรภัย นายสุรเทพ นครไชยและนายนุสรณ์ ศรีพรทุม ถึงแก่ความตาย กับโจทก์ที่ ๕ ได้รับอันตรายสาหัสนั้น เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๔๓๙/๒๕๓๘ ของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ แม้ว่าในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ ก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย ดังนั้น ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดบุรีรัมย์ดังกล่าวที่ฟังว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถบรรทุกโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส มีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น ไม่ผูกพันจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ซึ่งไม่ได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย จึงเป็นกรณีที่ต้องฟังข้อเท็จจริงกันใหม่ ดังนั้น จากพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ตลอดจนพฤติการณ์แห่งคดีดังที่วินิจฉัยมามีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งห้า ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุชนรถจักรยานยนต์ ๒ คัน ที่โจทก์ที่ ๕ และผู้ตายนั่งมาเกิดจากการกระทำโดยเจตนาฆ่ามิใช่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อแต่อย่างใด ปัญหาประการที่สองที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจกท์ทั้งห้ามีว่า จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๔ ผู้รับประกันภัยรถบรรทุกคันเกิดเหตุต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ มีหน้าที่ขับรถบรรทุกคันเกิดเหตุไปบรรทุกผักและผลไม้จากจังหวัดนครราชสีมาไปส่งให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในตลาดอำเภอลำปลายมาศตามทางการที่จ้าง แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ ขับรถบรรทุกออกจากบ้านจำเลยที่ ๒ เพื่อไปบรรทุกผักและผลไม้ตามทางการที่จ้างแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้แวะรับประทานอาหารและดื่มสุราจนถูกทำร้ายร่างกาย จากนั้นด้วยความโกรธแค้นเพราะเหตุส่วนตัวที่ถูกทำร้ายดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จึงขับรถบรรทุกพุ่งชนโจทก์ที่ ๕ และผู้ตายกับพวกที่ทำร้ายตน จนเป็นเหตุให้มีคนตายและบาดเจ็บเช่นนี้ เป็นเหตุการณ์ส่วนตัวที่เกิดขึ้นต่างหากไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการในทางการที่จ้างหรือกรอบแห่งการจ้างของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นายจ้างที่มอบหมายให้จำเลยที่ ๑ ลูกจ้างไปกระทำ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ ๑ ก่อให้เกิดขึ้นต่อโจทก์ทั้งห้าดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ ๔ ผู้รับประกันภัยรถบรรทุกคันเกิดเหตุไว้จากจำเลยที่ ๓ ตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งจำเลยที่ ๔ ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ ๓ ผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งจำเลยที่ ๓ ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๘๗ วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ ๓ ผู้เอาประกันภัยรถบรรทุกคันเกิดเหตุกับจำเลยที่ ๔ ไว้ดังกล่าวไม่ต้องรับผิดชอบในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ ๑ ที่กระทำต่อโจทก์ทั้งห้า จำเลยที่ ๔ ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งห้าด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. นายพศวัจณ์ กนกนาก ผู้ช่วยฯ ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อ นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ นายวีระวัฒน์ ปวราจารย์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3750/2545 นางพูน นิรภัย ที่ 1 กับพวก นายสมชาย อินเป้า กับพวก

รายละเอียดคดี

คู่ความกับพวก - นางพูน นิรภัย ที่ 1 · กับพวก - นายสมชาย อินเป้า
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · วิเทพ ศิริพากย์ · สมชาย จุลนิติ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายโชติช่วง ทัพวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายหัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3813/2535ฎีกา 1127/2505ฎีกา 4715/2542ฎีกา 681/2506ฎีกา 1917/2559ฎีกา 3131/2543ฎีกา 481/2526ฎีกา 3651/2526ฎีกา 8203/2538ฎีกา 2501/2526ฎีกา 1308/2533ฎีกา 3760/2533ฎีกา 1000/2505ฎีกา 361/2539ฎีกา 4473/2541ฎีกา 616-617/2518ฎีกา 1982/2519ฎีกา 1145/2512ฎีกา 1951/2519ฎีกา 898/2534ฎีกา 1660/2518ฎีกา 352/2554ฎีกา 3119/2558ฎีกา 801/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา