⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4499/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4499/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้ว โจทก์ย่อมตกเป็นจำเลยตามฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การจำหน่ายคดีเดิมไม่มีผลทำให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วย

ย่อคำพิพากษา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ให้อำนาจจำเลยที่จะฟ้องโจทก์มาในคำให้การได้หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม และอำนาจในการฟ้องแย้งของจำเลยดังกล่าวนำมาใช้ในคดีแรงงานด้วยโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 เมื่อปรากฏว่าจำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้ว โจทก์ย่อมตกเป็นจำเลยตามฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์คงมีผลทำให้ไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยต่าง ๆ จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2532 ครั้งสุดท้ายมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการภาคศูนย์บริการลำปางมีหน้าที่ติดต่อลูกค้าของโจทก์ที่มีความประสงค์จะทำประกันวินาศภัยและประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ในการรับประกันภัยดังกล่าวจำเลยมีหน้าที่นำเงินค่าเบี้ยประกันภัยชำระให้แก่โจทก์ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงการเอาประกันภัยของลูกค้าแต่ละราย นอกจากนี้ในการรับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประกันภัยจากรถ พ.ศ. 2535 นั้น เมื่อจำเลยนำตารางกรมธรรม์จากโจทก์ไปรับประกันภัยให้แก่เจ้าของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์แล้ว จำเลยจะต้องแจ้งการรับประกันภัยให้โจทก์ทราบ หากจำเลยไม่แจ้งการรับประกันภัยและไม่นำส่งตารางกรมธรรม์เปล่าคืนโจทก์หรือทำตารางกรมธรรม์เปล่าสูญหายจำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ตารางกรมธรรม์ละ 1,500 บาท เมื่อระหว่างปี 2541 ถึงปี 2542 จำเลยได้กระทำทุจริตและปฏิบัติผิดหน้าที่โดยจำเลยได้แจ้งการนำรถยนต์มาประกันวินาศภัยกับโจทก์และโจทก์ได้รับประกันภัยโดยออกกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว แต่จำเลยไม่นำส่งเบี้ยประกันภัยหลังหักค่าตอบแทนแล้วให้แก่โจทก์รวม 206 กรมธรรม์เป็นเงิน 1,347,491.04 บาท และจำเลยได้นำตารางกรมธรรม์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไปรับประกันภัยรถยนต์และรถจักรยานยนต์ แต่ไม่รายงานการรับประกันภัยและไม่ส่งคืนตารางกรมธรรม์ รวมทั้งไม่นำส่งเบี้ยประกันภัย รวมค่าเสียหายและเบี้ยประกันภัยหลังจากหักค่าตอบแทนแล้วเป็นเงิน 5,619,203 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 6,966,694.04 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเท่ากับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,347,491.04 บาท นับจากวันสุดท้ายของแต่ละเดือนที่จำเลยแจ้งทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์ไปอีก 45 วัน จนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 99,077.84 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์โดยรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,065,771.88 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน7,065,771.88 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 6,966,694.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการศูนย์บริการลำปาง ได้รับอัตราค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 11,270 บาทจำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ว่าเมื่อจำเลยได้แจ้งให้โจทก์รับประกันวินาศภัยรถยนต์แล้วจำเลยจะต้องนำส่งเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยภายใน 45 วัน แต่อย่างใด และจำเลยไม่เคยตกลงว่าหากจำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไปจำหน่ายแล้ว ถ้าจำเลยไม่แจ้งการรับประกันภัยและไม่นำส่งตารางกรมธรรม์ประกันภัย รวมทั้งตารางกรมธรรม์เปล่าคืนแก่โจทก์ หรือทำตารางกรมธรรม์เปล่าสูญหาย จำเลยจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ตารางกรมธรรม์ละ 1,500 บาท ในระหว่างเดือนตุลาคม 2542 ถึงเดือนพฤษภาคม 2543 มีกรมธรรม์ประกันภัยที่ศูนย์บริการลำปางรับผิดชอบมากกว่าเดือนละ 400 กรมธรรม์จำเลยได้ส่งเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์ครบถ้วนไม่มีค้างชำระ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากจำเลยไม่อาจทราบได้ว่า คำฟ้องหมายถึงรถคันใด เบี้ยประกันจำนวนเท่าใดวันเริ่มต้นประกันภัยและวันสิ้นสุดกรมธรรม์เมื่อใด ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 โจทก์เลิกจ้างจำเลยโดยจำเลยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยไม่น้อยกว่า 300 วัน เป็นเงิน 112,700 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 16,905 บาท และค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 39,445 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย เงินเพิ่มตามกฎหมายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็น 1,313,341 บาทแก่จำเลยและให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินค่าชดเชย 112,700 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 39,445 บาท และเงินเพิ่มตามกฎหมายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์มิได้ให้การแก้ฟ้องแย้ง หลังจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้วปรากฏว่าในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนดนัดศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ และเนื่องจากศาลแรงงานกลางจำหน่ายคดีของโจทก์แล้ว จึงไม่มีตัวโจทก์ที่จะให้จำเลยฟ้องแย้งอีก จึงให้จำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยออกจากสารบบความด้วย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้จำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้วให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจจำเลยที่จะฟ้องโจทก์มาในคำให้การได้ถ้าหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม และอำนาจในการฟ้องแย้งของจำเลยดังกล่าวนำมาใช้ในคดีแรงงานด้วยโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ฉะนั้น เมื่อจำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้วโจทก์ก็คือจำเลยตามฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ก็คงมีผลทำให้ไม่มีคำฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนที่ให้จำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลย ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยต่อไปและมีคำพิพากษาตามรูปคดี ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4499/2545 บริษัท ลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด โจทก์ นาย ทองสุข ครุฑอ่ำ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด · จำเลย - นาย ทองสุข ครุฑอ่ำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปัญญา สุทธิบดี · วีรพจน์ เพียรพิทักษ์ · พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 5712/2541ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 119/2532ฎีกา 4484/2536ฎีกา 5494/2541ฎีกา 6555/2538ฎีกา 1816/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ