⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5281/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5281/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาว่ามีความสัมพันธ์เป็นนายจ้าง-ลูกจ้างหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้และบทบัญญัติกฎหมาย มิใช่พิจารณาจากข้อตกลงหรือข้อความในเอกสารเพียงอย่างเดียว.

ย่อคำพิพากษา

การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยจะมีนิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีและบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯมาตรา 5 มิใช่พิจารณาจากข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ้างหรือพิจารณาจากข้อความที่ระบุในเอกสารเท่านั้น การที่โจทก์รับจ้างทำการงานให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยเป็นที่รับรู้ของคนในประเทศไทยว่าจำเลยมีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างท่าเทียบเรือ โจทก์ทำงานดังกล่าวโดยอิสระไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลยไม่มีเวลาทำงานปกติ และไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระเบียบหรือคำสั่งใด ๆ ของจำเลย นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ใช่คู่สัญญาในเรื่องจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และไม่ใช่นายจ้างและลูกจ้างกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลย ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ ที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจากนายจ้าง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.575 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.5

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคล จดทะเบียนที่ประเทศนอร์เวย์ ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจก่อสร้างท่าเรือ ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง มีนายสัญญาสุวรรณวงศ์ เป็นผู้มีอำนาจและรับผิดชอบดำเนินการในประเทศไทย โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อเดือนมกราคม 2539 ตำแหน่งที่ปรึกษาฝ่ายการตลาดได้ค่าจ้างเดือนละ95,000 บาท ค่าน้ำมันในการปฏิบัติงานเป็นประจำในแต่ละเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า4,000 บาท วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโดยไม่ทราบสาเหตุ จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยให้โจทก์เป็นเงิน 594,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับค่าพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 495,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน198,000 บาท โจทก์ขอค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 7,128,000 บาทขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย ค่าวันหยุดพักผ่อนประจำปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายแต่ละจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องของต้นเงิน 8,415,000 บาท จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ในฐานะนายจ้างลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามที่ฟ้องมา ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ โดยโจทก์อ้างในอุทธรณ์ว่า การที่ลูกจ้างกับนายจ้างมิได้ตกลงกำหนดวันเวลาให้ลูกจ้างทำงานหรือนายจ้างยินยอมให้ลูกจ้างไปทำงานให้ผู้อื่นได้ในเวลาที่ลูกจ้างยังทำงานอยู่กับนายจ้างนั้น ย่อมเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง เรื่องเหล่านี้หาใช่เป็นข้อแสดงว่าลูกจ้างไม่เป็นลูกจ้างของนายจ้างตามกฎหมาย เงินที่จำเลยจ่ายให้โจทก์โดยระบุว่าเป็นค่าธรรมเนียม จำเลยเป็นผู้ทำขึ้นและอยู่ที่ความเข้าใจของผู้ทำ ไม่อาจฟังได้ว่าเงินที่จ่ายมิใช่ค่าจ้างนั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าโจทก์และจำเลยจะมีนิติสัมพันธ์ในฐานะนายจ้างและลูกจ้างกันหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีและบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 575 และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 มิใช่พิจารณาจากข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ้างหรือพิจารณาจากข้อความที่ระบุในเอกสารเท่านั้น คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างท่าเทียบเรือ โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยเมื่อปี 2539 ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาฝ่ายการตลาด มีหน้าที่ทำให้จำเลยเป็นที่รับรู้ของคนในประเทศไทยว่าจำเลยมีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างท่าเทียบเรือเพื่อที่จะได้มีผู้มาจ้างจำเลยก่อสร้างท่าเทียบเรือต่อไป ระยะเวลาการทำงานของโจทก์ไม่มีการกำหนดจำนวนชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ ไม่ได้กำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวัน โจทก์มีอิสระที่จะทำงาน เงินที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ได้หักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 ตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย ล.3 ระบุว่า ประเภทเงินได้ที่จ่ายคือค่าบริการ ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์รับจ้างทำการงานให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยเป็นที่รับรู้ของคนในประเทศไทยว่าจำเลยมีความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างท่าเทียบเรือ โจทก์ทำการงานดังกล่าวโดยอิสระไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของจำเลย ไม่มีเวลาทำงานปกติและไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานระเบียบหรือคำสั่งใด ๆ ของจำเลย นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยในลักษณะดังกล่าวจึงไม่ใช่คู่สัญญาในเรื่องจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 และไม่ใช่นายจ้างและลูกจ้างกันตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามฟ้องอันเป็นเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจากนายจ้างอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5281/2545 นาย นพปฎล สินศิริพงษ์ โจทก์ เซลเมอร์ เอเอสเอ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย นพปฎล สินศิริพงษ์ · จำเลย - เซลเมอร์ เอเอสเอ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เกษมสันต์ วิลาวรรณ · วีรพจน์ เพียรพิทักษ์ · พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8785/2550ฎีกา 9016-9043/2549ฎีกา 2894/2532ฎีกา 685/2512ฎีกา 3825/2545ฎีกา 8491/2559ฎีกา 1611/2512ฎีกา 6783/2548ฎีกา 1875/2566ฎีกา 1397/2544ฎีกา 2513/2544ฎีกา 4777/2549ฎีกา 127/2531ฎีกา 955/2536ฎีกา 2845-2847/2546ฎีกา 9072/2547ฎีกา 7635/2543ฎีกา 2364/2524ฎีกา 2093/2532ฎีกา 11912/2553ฎีกา 2839/2527ฎีกา 3539/2536ฎีกา 5200/2543ฎีกา 1479/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ