⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 835/2545

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 835/2545

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีล้มละลายโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีที่เคยมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ถือเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เคยนำหนี้ภาษีการค้ามาฟ้องให้จำเลยล้มละลาย ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย จึงพิพากษายกฟ้องแต่ต่อมาโจทก์นำหนี้ภาษีการค้าดังกล่าวรวมกับหนี้เงินเพิ่มภาษีการค้าและหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลดังกล่าวมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยชำระหนี้ทั้งสามจำนวนนั้น แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายอีก ดังนั้น การที่โจทก์นำหนี้ภาษีการค้าจำนวนเดิมรวมกับหนี้ภาษีจำนวนใหม่มาฟ้องจำเลยเป็นคดีล้มละลายนี้จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 153 ส่วนหนี้เงินเพิ่มภาษีการค้าและหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาซึ่งเป็นหนี้จำนวนใหม่ เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนเพียง 40,000 บาทเศษไม่เข้าองค์ประกอบที่จะฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 9(2)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.148 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.9 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.14 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.153

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 32/2537 ของศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีอากรจำนวน 134,895.75 บาทแก่โจทก์ หลังจากบังคับคดียึดทรัพย์สินของจำเลยขายทอดตลาดและจำเลยยอมชำระหนี้ให้บางส่วนเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540แล้วจำเลยยังคงค้างชำระหนี้จำนวน 131,861.17 บาท และจำเลยไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้ ต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การว่า โจทก์เคยนำมูลหนี้ในคดีนี้ฟ้องจำเลยให้เป็นบุคคลล้มละลายต่อศาลแพ่งธนบุรี ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลแพ่งธนบุรีและศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง โจทก์ฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 จำเลยมีทรัพย์สินพอจะชำระหนี้แก่โจทก์ได้ โดยจำเลยรับราชการอยู่ที่สำนักงานเขตบางเขน ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ปกครองระดับ 3 ฝ่ายทะเบียน อัตราเงินเดือน 9,450 บาท จำเลยมิได้เป็นหนี้ผู้อื่นอีก ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 4071/2535 ของศาลฎีกาหรือไม่เห็นว่า ในคดีล้มละลายศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความจริงว่าจำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ และคดีมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ประเด็นข้อพิพาทในคดีจึงมีว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ และคดีมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายหรือไม่เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์เคยนำหนี้ภาษีการค้าจำนวน 90,975 บาท ฟ้องจำเลยให้ล้มละลาย ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าแม้จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย พิพากษายกฟ้อง ตามคดีหมายเลขแดงที่ 4071/2535 ต่อมาโจทก์นำหนี้ภาษีการค้าดังกล่าวรวมกับหนี้เงินเพิ่มภาษีการค้าจำนวน 22,690.37 บาท และหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจำนวน 21,230.05 บาท ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำเลยชำระหนี้ภาษีทั้งสามจำนวนนั้น แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวฟ้องจำเลยให้ล้มละลายเป็นคดีนี้ ดังนั้น เฉพาะหนี้ภาษีการค้าจำนวน 90,975 บาท เป็นเหตุที่โจทก์เคยอ้างและศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้วในคดีหมายเลขแดงที่ 4071/2535 ของศาลฎีกา การที่โจทก์นำหนี้ภาษีการค้าจำนวนเดิมรวมกับหนี้ภาษีจำนวนใหม่ฟ้องจำเลยให้ล้มละลายเป็นคดีนี้ จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 ส่วนหนี้เงินเพิ่มภาษีการค้าและหนี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นหนี้ภาษีจำนวนใหม่รวมกันแล้วได้เพียง 43,920.42 บาท ไม่เข้าองค์ประกอบที่โจทก์จะฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 9(2) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 835/2545 กรมสรรพากร โจทก์ นาย ชีพ ชูจันทร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมสรรพากร · จำเลย - นาย ชีพ ชูจันทร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อรพินท์ เศรษฐมานิต · ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน · สมชาย พงษธา
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2354/2566ฎีกา 2076/2542ฎีกา 3581/2538ฎีกา 6968/2537ฎีกา 26/2524ฎีกา 4742/2553ฎีกา 3219/2534ฎีกา 945/2504ฎีกา 1030/2509ฎีกา 5272/2544ฎีกา 4549/2540ฎีกา 4991/2552ฎีกา 1228/2539ฎีกา 1646/2519ฎีกา 1248/2473ฎีกา 4046/2541ฎีกา 57/2530ฎีกา 3702/2534ฎีกา 4432/2534ฎีกา 4470/2543ฎีกา 1592/2521ฎีกา 218/2481ฎีกา 3895/2533ฎีกา 265/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ