⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1432/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1432/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อคดีของโจทก์บางส่วนได้ถึงที่สุดแล้ว ศาลจะพิพากษาให้บุคคลภายนอกร่วมรับผิดในส่วนที่คดีถึงที่สุดไปแล้วไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ทั้งสามต่างฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ลูกจ้าง กับจำเลยที่ 2 นายจ้าง ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสาม และยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 1 แต่ผู้เดียวอุทธรณ์ ขอให้จำเลยที่ 2 นายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไม่อุทธรณ์ คดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสามต่างใช้สิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกัน รับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์แต่ละคนจะได้รับ แม้จะฟ้องรวมกันมาแต่หนี้ของโจทก์แต่ละคนสามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อโจทก์ที่ 1 อุทธรณ์เพียงผู้เดียว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงไม่มีผลไปถึงคดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษา ให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ทั้งที่คดีของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ยุติไปแล้วจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ศาลฎีกายกฎีกาของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จึงไม่มีค่าขึ้นศาล ชั้นฎีกาที่จะต้องคืนให้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.151 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.245 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.246 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๑๐๕,๒๔๘ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ ชำระเงิน ๔๔,๑๑๕ บาท แก่โจทก์ ที่ ๒ ชำระเงิน ๒๐๙,๗๖๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๐๕,๒๔๘ บาท ๔๔,๑๑๕ บาท และ ๒๐๙,๗๖๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ตามลำดับ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ และไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับจำเลยที่ ๒ ทั้งจำเลยที่ ๑ ไม่ได้ขับรถยนต์โดยประมาท แต่โจทก์ที่ ๒ เป็นฝ่ายขับรถยนต์โดยประมาทด้วยความเร็วสูง เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ขับมาและโจทก์ทั้งสามเรียกร้องค่าเสียหายสูงเกินความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงิน ๑๐๕,๒๔๘ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ ชำระเงิน ๔๔,๑๑๕ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ ชำระเงิน ๒๐๘,๔๓๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๓ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๐๕,๒๔๘ บาท ๔๔,๑๑๕ บาท และ ๒๐๘,๔๓๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ตามลำดับ นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๐) จนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๕,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แก่โจทก์ทั้งสาม และให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ให้ ๒,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีนี้โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ต่างฟ้องขอบังคับให้จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้าง กับจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นนายจ้างให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์และให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ โจทก์ที่ ๑ เพียงผู้เดียวอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้จำเลยที่ ๒ ในฐานะนายจ้างร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย โดยที่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ได้อุทธรณ์ ดังนั้นคดีของโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ย่อมเป็นยุติหรือถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ฟังข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสามในทางการที่จ้างแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ทั้งสาม ทั้งที่โจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ มิได้อุทธรณ์ด้วย โดยอ้างว่าความรับผิดดังกล่าวเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงเห็นสมควรพิพากษาให้มีผลไปถึงโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ด้วย ตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีของโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ เป็นอันยุติหรือถึงที่สุดตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้ว ตามคำฟ้องแม้จะฟ้องรวมกันมา แต่หนี้ของโจทก์แต่ละคนสามารถแยกออกจากกันได้ หนี้ของโจทก์แต่ละคนจึงไม่ใช่หนี้ร่วม เมื่อโจทก์ที่ ๑ อุทธรณ์เพียงผู้เดียว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๘ จึงไม่มีผลไปถึงคดีของโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาให้จำเลยที่ ๒ รับผิดต่อโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ทั้งที่คดีของโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเสียเองได้ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ ๒ และที่ ๓ และให้ยกฎีกาของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกา จึงไม่มีค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่จะต้องคืนให้ นอกจาก ที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๘ ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1432/2546 บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารสัตว์ จำกัด (มหาชน) กับพวก โจทก์ นายพงษ์พันธ์ จันทร์มา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารสัตว์ จำกัด (มหาชน) กับพวก · จำเลย - นายพงษ์พันธ์ จันทร์มา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรพล เจียมจูไร · มงคล ทับเที่ยง · วิศณุ เลื่อมสำราญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายคำแหง เกตุมาก · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายสมชาติ ธัญญาวินิชกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 356/2530ฎีกา 142/2492ฎีกา 1721/2528ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 3206/2537ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 3345/2535ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3616/2558ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1000/2505ฎีกา 5332/2553ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8735/2542ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 891/2510ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา