⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2796-2801/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2796-2801/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินได้ที่ผู้ชำระบัญชีของบริษัทจำกัดจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นหลังจากการเลิกบริษัทและชำระบัญชีแล้ว ไม่ถือเป็นเงินปันผลตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เป็นเงินที่ได้จากการชำระบัญชีตามส่วนของผู้ถือหุ้น

ย่อคำพิพากษา

ป. รัษฎากรไม่ได้บัญญัติถึงความหมายของ "เงินปันผล" ไว้โดยเฉพาะ การพิจารณาว่าเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ได้รับจากผู้ชำระบัญชีของบริษัท ข. เป็นเงินปันผลหรือไม่ ต้องพิจารณาจากบทบัญญัติใน ป.พ.พ. ที่บัญญัติเกี่ยวกับเงินปันผลและเงินสำรองของบริษัทจำกัดในบรรพ 3 ลักษณะ 22 หมวด 4 ส่วนที่ 3 ข้อ 5 ป.พ.พ. มาตรา 1200 , 1201 วรรคสาม และ 1202 แสดงให้เห็นว่า เงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกำไรที่บริษัทได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีที่ประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้ และเพื่อไม่ให้บริษัทนำผลกำไรที่ได้รับดังกล่าวมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดจนขาดเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ มาตรา 1202 จึงบังคับให้บริษัทต้องจัดสรรกำไรที่ได้รับจากการประกอบกิจการส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินทุนสำรองทุกคราวที่จ่ายเงินปันผล แต่เมื่อบริษัทเลิกกัน ป.พ.พ. ได้บัญญัติถึงการชำระบัญชีไว้โดยเฉพาะในหมวด 5 โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีไว้ในมาตรา 1250 และ 1259 นอกจากนี้ ป. รัษฎากร มาตรา 72 วรรคสอง ยังบัญญัติให้ถือว่า วันที่จดทะเบียนเลิกบริษัทเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี และผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีตามแบบและเวลาภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 68 และ 69 โดยอนุโลม ดังนั้น ระหว่างการชำระบัญชีของบริษัท ข. แม้จะถือว่าบริษัทดังกล่าวยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี แต่การที่ผู้ชำระบัญชีของบริษัทขายทรัพย์สินของบริษัทและดำเนินกิจการต่าง ๆ หลังจากจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว เป็นเหตุให้บริษัทมีรายได้ระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีที่ขยายออกไปโดยได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรตามมาตรา 72 วรรคสาม เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ตามที่ ป.พ.พ. ได้กำหนดไว้ระหว่างที่การชำระบัญชียังไม่เสร็จ เพื่อชำระสะสางการงานให้สิ้นไป และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทเท่านั้น รายได้ของบริษัทที่เกิดขึ้นระหว่างการชำระบัญชีดังกล่าวที่เหลืออยู่หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว จึงมิใช่ผลกำไรจากการประกอบกิจการของบริษัท แต่เป็นผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ของบริษัทและเป็นสินทรัพย์ที่ต้องแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นตามส่วน เมื่อได้กันส่วนที่จะต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทแล้ว หรือเมื่อชำระบัญชีเสร็จ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1269 เงินที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นได้รับจากผู้ชำระบัญชี ในระหว่างการชำระบัญชีไม่ใช่เงินปันผลตาม ป. รัษฎากร มาตรา 40 (4) (ข) แต่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ฉ) เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุนที่โจทก์แต่ละคนลงทุนในบริษัทดังกล่าว และไม่มีสิทธินำไปเครดิตภาษี ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 47 ทวิ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1200 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1201 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1202 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1203 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1205 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1250 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1259 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1269 ประมวลรัษฎากร ม.40 ประมวลรัษฎากร ม.68 ประมวลรัษฎากร ม.69 ประมวลรัษฎากร ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งหกสำนวนศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกัน และเรียกจำเลยทุกสำนวนว่าจำเลย โจทก์ทั้งหกสำนวนฟ้องทำนองเดียวกัน ขอให้พิพากษาให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์ทั้งหกจำนวน ๔๘๗,๒๘๒ บาท ๓๕๗,๔๐๓.๓๒ บาท ๓๒๒,๐๗๐.๔๐ บาท ๑๒๖,๐๒๓.๔๐ บาท ๓๔๒,๖๘๙.๕๒ บาท และ ๔๗๕,๕๑๖ บาท ตามลำดับ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือน นับแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔ ของเงินภาษีจำนวน ๔๕๙,๗๐๐ บาท ๓๓๗,๑๗๒.๙๔ บาท ๓๐๓,๘๔๐ บาท ๑๑๘,๘๙๐ บาท ๓๒๓,๒๙๒ บาท และ ๔๔๘,๐๐๐ บาท ตามลำดับ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งหก จำเลยทั้งหกสำนวนให้การในทำนองเดียวกันว่า? โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหก ให้โจทก์ทั้งหกต่างใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยในแต่ละสำนวน โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ ที่ ๖ และภริยาโจทก์ที่ ๕ เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทเข้งหงวน จำกัด บริษัทเข้งหงวน จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ และขณะที่โจทก์ทั้งหกฟ้องคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการชำระบัญชี เมื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวและหักขาดทุนสะสมแล้ว เหลือเงินจำนวน ๑๓๐,๕๓๑,๓๔๗.๓๓ บาท ผู้ชำระบัญชีนำไปจ่ายให้ผู้ถือหุ้นรวมจำนวน ๑๒๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ ภริยาโจทก์ที่ ๕ และโจทก์ที่ ๖ ได้รับจำนวน ๘,๐๐๑,๐๐๐ บาท ๑,๕๑๒,๐๐๐ บาท ๑,๕๗๕,๐๐๐ บาท ๒๔,๓๔๓,๒๐๐ บาท ๓,๐๘๗,๐๐๐ บาท และ ๑๘,๐๓๐,๐๐๐ บาท ตามลำดับ โดยหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งให้จำเลยแล้ว โจทก์ทั้งหกยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี ๒๕๔๒ สำหรับเงินได้จำนวนดังกล่าว และอ้างว่าได้รับการเครดิตภาษีตามมาตรา ๔๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเมื่อหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้วขอรับภาษีคืนจำนวน ๔๕๙,๗๐๐ บาท ๓๓๗,๑๗๒.๙๔ บาท ๓๐๓,๘๔๐ บาท ๑๑๘,๘๙๐ บาท ๓๒๓,๒๙๒ บาท และ ๔๔๘,๖๐๐ บาท ตามลำดับ แต่จำเลยไม่คืนให้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกมีว่า เงินที่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ ภริยาโจทก์ที่ ๕ และโจทก์ที่ ๖ ได้รับจำนวนดังกล่าวเป็นเงินปันผลตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) หรือเป็นเงินได้ตามมาตรา ๔๐ (๔) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร เห็นว่า ประมวลรัษฎากรมิได้บัญญัติถึงความหมายของคำว่า "เงินปันผล" ไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น การพิจารณาว่าเงินได้พึงประเมินที่โจทก์ทั้งหกได้รับจากผู้ชำระบัญชีของบริษัทเข้งหงวน จำกัด ดังกล่าวเป็นเงินปันผลหรือไม่ จึงต้องพิเคราะห์จากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งได้บัญญัติเกี่ยวกับเงินปันผลและเงินสำรองของบริษัทจำกัดไว้ในบรรพ ๓ ลักษณะ ๒๒ หมวด ๔ ส่วนที่ ๓ ข้อ ๕ ตั้งแต่มาตรา ๑๒๐๐ ถึงมาตรา ๑๒๐๕ จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เงินปันผลที่บริษัทจำกัดจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกำไรที่บริษัทได้รับในรอบระยะเวลาบัญชีที่ประกอบกิจการตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้ และเพื่อป้องกันมิให้บริษัทนำผลกำไรที่ได้รับดังกล่าวมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดจนขาดเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการต่อไป มาตรา ๑๒๐๒ จึงบังคับให้บริษัทต้องจัดสรรกำไรที่ได้รับจากการประกอบกิจการส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรองทุกคราวที่จ่ายเงินปันผล แต่เมื่อบริษัทเลิกกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติถึงการชำระบัญชีของบริษัทไว้โดยเฉพาะในหมวด ๕ ของลักษณะ ๒๒ โดยกำหนดไว้ในมาตรา ๑๒๔๙ ให้ถือว่าบริษัทยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็น เพื่อการชำระบัญชี และกำหนดหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีไว้ในมาตรา ๑๒๕๐ ว่าหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีคือ ชำระสะสางการงานของบริษัทให้เสร็จไป กับจัดการใช้หนี้เงิน และแจกจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัทนั้น โดยในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ผู้ชำระบัญชีจะมีอำนาจที่จะกระทำการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๕๙ เพื่อชำระบัญชีให้เสร็จสิ้นไปด้วยดี ส่วนทรัพย์สินของบริษัทนั้นจะแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทเท่านั้น ตามมาตรา ๑๒๖๙ นอกจากนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๒ วรรคสอง ยังบัญญัติให้ถือว่าวันที่จดทะเบียนเลิกบริษัทเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี และให้ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีตามแบบและภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๖๘ และ ๖๙ แห่งประมวลรัษฎากรโดยอนุโลม หากไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้ มาตรา ๗๒ วรรคสาม บัญญัติให้ผู้ชำระบัญชียื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขอขยายระยะเวลาออกไปอีก และอธิบดีกรมสรรพากรจะสั่งให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้ ดังนั้น ในระหว่างการชำระบัญชีของบริษัทเข้งหงวน จำกัด แม้จะถือว่าบริษัทดังกล่าวยังคงตั้งอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี แต่การที่ผู้ชำระบัญชีขายทรัพย์สินของบริษัทและดำเนินกิจการต่าง ๆ หลังจากจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว เป็นเหตุให้บริษัทมีรายได้ในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับอนุญาตให้ขยายออกไปดังกล่าว ก็เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ในระหว่างที่ยังชำระบัญชีไม่เสร็จสิ้น เพื่อชำระสะสางการงานของบริษัทให้สิ้นไป และแจกจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทเท่านั้น รายได้ของบริษัทที่เกิดขึ้นในระหว่างการชำระบัญชีดังกล่าวที่มีเหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จึงมิใช่ผลกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการของบริษัท แต่เป็นผลกำไรจากการขายสินทรัพย์ของบริษัทและเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่จะต้องแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นตามส่วนเมื่อได้กันส่วนที่จะต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้ของบริษัทแล้ว หรือเมื่อชำระบัญชีเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๖๙ เงินที่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๔ ภริยาโจทก์ที่ ๕ และโจทก์ที่ ๖ ได้รับจากบริษัทเข้งหงวน จำกัด เมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้วจำนวนดังกล่าว จึงมิใช่เงินปันผลที่ได้จากบริษัทซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เป็นผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นได้รับจากการที่บริษัทเข้งหงวน จำกัด เลิกกัน ซึ่งเป็นผลได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๔) (ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะส่วนที่ตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าเงินทุนที่โจทก์แต่ละคนลงทุนในบริษัทดังกล่าว โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีสิทธิได้รับเครดิตภาษีตามมาตรา ๔๗ ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหกฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2796 - 2801/2546 นายยงยุทธ ลิมปานนท์ กับพวก โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายยงยุทธ ลิมปานนท์ กับพวก · จำเลย - กรมสรรพากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทองหล่อ โฉมงาม · สมศักดิ์ วงศ์ยืน · ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายประสิทธิ์ สนามชวด · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1261/2520ฎีกา 995/2540ฎีกา 10135/2539ฎีกา 2685/2543ฎีกา 5890/2539ฎีกา 439/2508ฎีกา 4096/2528ฎีกา 2034/2536ฎีกา 1470/2548ฎีกา 1071/2504ฎีกา 253/2506ฎีกา 4797/2534ฎีกา 1400/2553ฎีกา 2037/2539ฎีกา 6220/2549ฎีกา 4708/2542ฎีกา 1494/2527ฎีกา 2877/2547ฎีกา 888/2519ฎีกา 1587/2522ฎีกา 2642/2538ฎีกา 950/2541ฎีกา 3113/2531ฎีกา 3193/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา