⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5073-5097/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073-5097/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างโดยไม่ได้รับความยินยอม ถือเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เงินสะสมที่นายจ้างหักจากค่าจ้างของลูกจ้างแล้ว ย่อมไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างอีกต่อไป และนายจ้างไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสะสมนั้น

ย่อคำพิพากษา

เดิมโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้รักษาความปลอดภัยและผู้ควบคุมงานทั่วไปตามลำดับ ซึ่งเท่ากับเป็นตำแหน่งหัวหน้างาน การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไปดำรงตำแหน่งเป็นเพียงยามหรือผู้รักษาความปลอดภัยจึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ทั้งสอง แม้จะเป็นคำสั่งในการบริหารงานและมิได้ลดค่าจ้างก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว จึงไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งของนายจ้าง หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างเป็นอาจิณ เงินสะสมที่จำเลยหักจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าคนนั้น เมื่อจำเลยได้ดำเนินการหักเป็นเงินสะสมแล้ว ค่าจ้างที่หักนี้ย่อมไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างอีกต่อไป เงินสะสมดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินประเภทที่นายจ้างจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แต่ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสะสมตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.575 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม.9 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.20

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งยี่สิบห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งยี่สิบห้ากลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิม หากไม่สามารถรับเข้าทำงานได้ ขอให้ใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างขั้นต่ำค้างจ่าย เงินสะสม เงินสมทบเงินสะสม ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และคืนเงินประกันความเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวแก่โจทก์แต่ละคนตามรายละเอียดในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน จำเลยทั้งยี่สิบห้าสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ ๔ ถึงที่ ๑๐ และที่ ๑๒ ถึงที่ ๒๕ แถลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำค้างจ่าย ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินสะสม ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๓ ให้จำเลยจ่ายเงินสะสมให้โจทก์ที่ ๒ และโจทก์ที่ ๔ ถึงที่ ๒๕ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย โจทก์ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๒๕ และจำเลยทุกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว สำหรับปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินสะสม และเงินสมทบแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อแต่เดิมโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ เคยดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้รักษาความปลอดภัย และผู้ควบคุมงานทั่วไปตามลำดับ ซึ่งเท่ากับเป็นตำแหน่งหัวหน้างาน การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ ไปดำรงตำแหน่งเป็นเพียงยามหรือผู้รักษาความปลอดภัยเท่านั้น จึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ คำสั่งของจำเลยแม้จะเป็นคำสั่งในการบริหารงานและมิได้ลดค่าจ้างก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว จึงไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหายหรือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งของนายจ้างหรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างเป็นอาจิณดังที่จำเลยอุทธรณ์ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินสะสม และเงินสมทบแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น? อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี สำหรับเงินสะสมของโจทก์ทั้งยี่สิบห้านั้น เห็นว่า แม้เงินสะสมดังกล่าวจะเป็นเงินที่จำเลยหักจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ดำเนินการหักเป็นเงินสะสมแล้ว ค่าจ้างที่หักนี้ย่อมไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างอีกต่อไป เงินสะสมดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเงินประเภทที่นายจ้างจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ ๑๕ ต่อปี ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง จำเลยต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของเงินสะสมแก่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี สำหรับเงินสะสมแก่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าจึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมาก็ตาม เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) มาตรา ๒๔๖ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินสะสมของโจทก์ทั้งยี่สิบห้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073 - 5097/2546 นายมาโนช ชาวบางน้อย กับพวก โจทก์ บริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายมาโนช ชาวบางน้อย กับพวก · จำเลย - บริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · พันธาวุธ ปาณิกบุตร · จรัส พวงมณี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายชวลิต ธรรมฤาชุ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 358/2540ฎีกา 1781/2509ฎีกา 2328/2533ฎีกา 768/2533ฎีกา 4225/2529ฎีกา 1873/2530ฎีกา 7337/2549ฎีกา 4873/2528ฎีกา 2845-2847/2546ฎีกา 6695/2548ฎีกา 8114-8868/2546ฎีกา 2093/2532ฎีกา 3539/2536ฎีกา 1479/2526ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 2794/2526ฎีกา 1776/2541ฎีกา 7633/2550ฎีกา 75/2481ฎีกา 462/2507ฎีกา 369/2539ฎีกา 1302/2535
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา