⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7158/2546

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7158/2546

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นที่จะเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงในการกระทำความผิดเกี่ยวกับเช็ค การร้องทุกข์โดยผู้ไม่มีอำนาจย่อมทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายโอนสิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเช็คพิพาทให้แก่ ส. แล้ว กอปรกับเช็คพิพาทเป็นเช็คผู้ถือซึ่งย่อมโอนให้แก่กันได้ด้วยการส่งมอบ ส. จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน และนับเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงเมื่อ ธ. เป็นผู้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลย การร้องทุกข์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันใดไม่ปรากฏชัดเดือนมกราคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยออกเช็คธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาตราด ลงวันที่ 20 มกราคม 2540 จำนวนเงิน100,000 บาท และเช็คธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาตราด ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 200,000 บาท มอบให้นายธนพล เจียวพงษ์พิพัฒน์ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อรถยนต์อันเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ 9 เมษายน 2540 เวลากลางวัน ผู้เสียหายนำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย" การกระทำของจำเลยเป็นการออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือในขณะออกเช็คไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้หรือให้ใช้เงินจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น และห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงแรกจำคุก4 เดือน กระทงสอง จำคุก 9 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 13 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นที่ยุติว่าจำเลยซื้อรถยนต์จากผู้เสียหายโดยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งสองฉบับเพื่อการชำระหนี้ เช็คพิพาททั้งสองฉบับเป็นเช็คสั่งจ่ายแก่ผู้ถือและมีการนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร โดยเข้าบัญชีของนายสมชาติเจียวพงษ์พิพัฒน์ ซึ่งเป็นน้องชายของผู้เสียหาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้เสียหายเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทในขณะที่มีการนำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารหรือไม่กล่าวอีกนัยหนึ่งว่าผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงตามกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาอ้างว่าผู้เสียหายเบิกความ (ตอบคำซักถามพนักงานอัยการโจทก์) ว่าผู้เสียหายนำเช็คทั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีของนายสมชาติแทนผู้เสียหายที่ธนาคารนครธน จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เรียกเก็บเงินให้แสดงว่าเป็นการนำไปเรียกเก็บเงินแทนผู้เสียหาย ซึ่งแม้จะเบิกความเช่นนั้นจริง แต่เมื่อพิจารณาคำเบิกความคราวตอบคำถามค้านทนายจำเลย ผู้เสียหายกลับยอมรับว่าตนมีบัญชีเงินฝากส่วนตัวและรับว่าเหตุที่มีการนำเช็คพิพาททั้งสองฉบับไปเข้าบัญชีของนายสมชาติ เนื่องจากตน (หมายถึงผู้เสียหาย) มีหนี้กับนายสมชาติกอปรกับนายสมชาติเองก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยเช่นกันว่า เช็คพิพาททั้งสองฉบับผู้เสียหายนำมามอบให้เพื่อเข้าบัญชีของตนเป็นการชำระหนี้ที่พี่ชาย (หมายถึงผู้เสียหาย) เป็นหนี้ตนเมื่อข้อเท็จจริงตามที่ตอบคำถามค้านทนายจำเลยของพยานโจทก์ปากสำคัญทั้งสองเป็นปรปักษ์ต่อตนเอง จึงย่อมมีน้ำหนักในการรับฟังข้อเท็จจริงเชื่อว่าผู้เสียหายได้โอนสิทธิความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้แก่นายสมชาติแล้ว แม้พยานโจทก์มิได้เบิกความโดยชัดแจ้งว่าเป็นหนี้สินใดต่อกันก็ตามกอปรกับเช็คพิพาทเป็นเช็คที่สั่งจ่ายแก่ผู้ถือซึ่งย่อมโอนให้แก่กันได้ด้วยการส่งมอบผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายในขณะที่ธนาคารเจ้าของเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินจึงเป็นนายสมชาติ และนับเป็นผู้เสียหายที่แท้จริงเมื่อปรากฏว่าผู้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นนายธนพลในฐานะผู้เสียหายการร้องทุกข์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7158/2546 พนักงานอัยการจังหวัดตราด โจทก์ นาย อารมณ์ สาคเรศ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดตราด · จำเลย - นาย อารมณ์ สาคเรศ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เกรียงชัย จึงจตุรพิธ · วิชัย วิวิตเสวี · สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 591/2540ฎีกา 8080/2538ฎีกา 199/2537ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 235/2540ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 755/2547ฎีกา 276/2520ฎีกา 4541/2550ฎีกา 1813/2531ฎีกา 6241/2538ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 420-421/2507ฎีกา 2386/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา