⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 276/2520

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 276/2520

ย่อคำพิพากษา

ศาลทหารพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยโจทก์เป็นผู้เสียหายว่า เท่าทีโจทก์นำสืบยังมีข้อสงสัยฟังไม่ได้สนิทใจว่าเหตุที่เกิดเป็นเพราะความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลย จะต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นผลดีแก่จำเลย พิพากษายกฟ้อง ดังนี้ แม้โจทก์จะมิได้เข้ามาเป็นคู่ความด้วย โจทก์และจำเลยที่ 1 ก็ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีอาญานั้น ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 54 และประมลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1134, 1135/2509) และคำพิพากษาคดีอาญาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีแล้วว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 1 กระทำการโดยประมาทหรือไม่ไว้แน่นอนแล้ว จะฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งให้ขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาหาได้ไม่ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1674/2512) เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อผู้ตาย จำเลยที่ 2 และจำเลยร่วมซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นนายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดไปด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.5 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.46 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นมารดาของนายสมบูรณ์ จันทร์สฤษดิ์ โจทก์ที่ ๒ เป็นภรรยาของนายสมบูรณ์ และเป็นมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของเด็กหญิงพนิดา เด็กชายสมิทธ์ เด็กหญิงอรไท และเด็กชายขจร จันทร์สฤษดิ์ บุตรผู้เยาว์อันเกิดจากนายสมบูรณ์ผู้ตาย จำเลยที่ ๑ เป็นพนักงานของสำนักงานวิจัยเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฐานะเป็นตัวแทนหรือลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๑๖ จำเลยที่ ๑ ขณะที่ปฏิบัติงานของสำนักงานวิจัยเกษตรฯ ได้ขับรถแทร็กเตอร์ของจำเลยที่ ๒ ไปตามถนนมิตรภาพ โดยลากจูงเครื่องอัดฟางไปด้วย ในการพ่วงเครื่องอัดฟางเข้ากับตัวรถแทร็กเตอร์ จำเลยที่ ๑ ใช้เหล็กสลักและพินล๊อคสลักที่มีขนาดเล็กเกินไปและร่วมกับพนักงานอื่นใส่สลักเพียงแห่งเดียว ซึ่งที่ถูกจะต้องใส่เหล็กสลัก ๒ แห่งเพื่อความปลอดภัย จำเลยที่ ๑ รู้อยู่แล้วว่าเหล็กสลักและพินล๊อคอาจจะหักหรือหลุดออกเมื่อเกิดแรงกระเทือนในขณะรถแล่น เป็นอันตรายแก่บุคคลและยวดยานที่ผ่านไปมา ขณะจำเลยที่ ๑ ขับรถแทร็กเตอร์อยู่บนถนนมิตรภาพ เหล็กสลักและพิมล็อคขาดหลุดออกจากกัน เป็นเหตุให้เครื่องอัดฟางหลุดออกจากตัวรถแทร็กเตอร์และด้วยความแรงเครื่องอัดฟางแล่นพุ่งไปในทางเดินรถที่กำลังสวนมา เกิดชนกับรถยนต์นั่งซึ่งนายสมบูรณ์ขับรถสวนทางมา ทำให้รถยนต์พลิกคว่ำและนายสมบูรณ์ถึงแก่ความตาย โจทก์ได้รบความเสียหายต้องจ่ายค่าทำศพ ๖๐,๐๐๐ บาท ต้องขาดไร้อุปการะเป็นเงิน ๒,๓๕๒,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๒,๔๑๒,๐๐๐ บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่ใช่ลูกจ้างจำเลยที่ ๒ แต่เป็นลูกจ้างสำนักงานวิจัยเกษตรฯ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง จำเลยที่ ๑ สอดสลักและปิ๊นหรือพิ๊นกันสลักหลุดอย่างถูกต้องมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัย ด้วยความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ที่เคยปฏิบัติตามปกติ จำเลยที่ ๑ ขับรถแทร็กเตอร์พ่วงเครื่องอัดฟางไปตามถนนมิตรภาพด้วยความเร็ว ๑๕ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะข้ามสะพานลำน้ำชีที่คอสะพานและกลางสะพานมีรอยต่อ รถแทร็กเตอร์และเครื่องอัดฟางได้รับการกระแทกกระเทือนอย่างแรง ทำให้ปิ๊นหรือพิ๊นหัก สลักที่ใช้พ่วงเครื่องลัดฟางหลุดกระเด็นออกไป เป็นเหตุสุดวิสัย เครื่องอัดฟางหลุดจากรถแทร็กเตอร์และครูดไปตามถนนอย่างช้าๆ เอียงล้ำเข้าไปในทางที่รถสวนมา จำเลยที่ ๑ จอดรถแทร็กเตอร์แอบข้างทางเพื่อจัดการแก้ไข แต่ไม่ทัน ในขณะนั้นนายสมบูรณ์ผู้ตายขับรถยนต์เก๋งมาด้วยความเร็วสูง จึงไม่สามารถหักหลบเครื่องอัดฟางได้ ที่ผู้ตายขับรถพุ่งเข้าชนเครื่องอัดฟางถึงแก่ความตายเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้ตายเอง ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓ (ศาลจังหวัดขอนแก่) ได้พิพากษาคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว โดยวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ มิได้ประมาทเลินเล่อ ตามคดีหมายเลขดำที่ ๒๓๓/๒๕๑๖ หมายเลขแดงที่ ๘๙๔/๒๕๑๖ จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิด ฯลฯ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมยื่นคำให้การมีใจความอย่างเดียวกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๗๖๖,๘๐๐ บาทให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ ๑ ถูกอัยการศาลมณฑลทหารบกที่ ๓ (อัยการจังหวัดขอนแก่น) ฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๓ (ศาลจังหวัดขอนแก่น) ฐานกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายถึงแก่ความตาย ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓ (ศาลจังหวัดขอนแก่น) วินิจฉัยว่าจำเลยปฏิบัติหน้าที่ในการพ่วงรถ ตามที่เคยปฏิบัติมาโดยใส่พื้นเรียบร้อยแล้ว แต่ที่คอสะดานและกลางสะพานมีรอยต่อเป็นเหตุให้รถเทเล่อร์ซึ่งบรรทุกเครื่องอัดฟางหลุดจากรถแทร็กเตอร์ แล้วแล่นเดียงเฉเข้าไปในทางที่รถสวนมา ผู้ตายขับรถมาด้วยความเร็วสูง สุดวิสัยของจำเลยที่จะแก้ไขเหตุการณ์ได้ทันเท่าที่โจทก์นำสืบยังมีข้อสงสัยไม่ได้สนิทใจว่า เหตุที่เกิดคดีนี้เป็นเพราะความประมาทปราศจากความระมัดระวังของจำเลยที่มิได้สอดสิ้นกันมิให้สลักหลุด จำต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้เป็นผลดีแก่จำเลย พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีถึงที่สุดตามคดีหมายเลขดำที่ ๒๓๓/๒๕๑๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๘๙๔/๒๕๑๖ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อผู้ตายหรือไม่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีอาญาของศาลมณฑลทหาบกที่ ๓ (ศาลจังหวัดขอนแก่น) ซึ่งโจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒(๔), ๕(๒) โดยอัยการได้ฟ้องจำเลยที่ ๑ แทนโจทก์ทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นว่าแม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้เข้ามาเป็นคู่ความ โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๑ ก็ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีอาญานั้น ตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๕๔ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๖ เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๓๔, ๑๑๓๕/๒๕๐๙ ระหว่างนายทองนอก นิตยสุทธิ์ และคุณหญิงเล็ก อินทราธิบดีสหราชรองเมือง โจทก์ นายโอกาศ สาครวาสี จำเลยที่โจทก์เถียงมาในฎีกาว่าโจทก์ไม่ใช่คู่ความในคดีอาญา คำพิพากษาในคดีอาญาไม่ผูกพันกับโจทก์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก โดยยกคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒๗/๒๕๑๔ ขึ้นมานั้น คำพิพากษาฎีกาที่โจทก์อ้างเป็นเรื่องจำเลยซึ่งถูกฟ้องในคดีแพ่งมิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาด้วย ข้อเท็จจริงจึงไม่ตรงกับคดีนี้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าคำพิพากษาคดีอาญามิได้วินิจฉัยให้แน่ชัดลงไปว่า การพ่วงรถของจำเลยที่ ๑ ประมาทหรือไม่ เพียงแต่ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยชอบที่จะฟังข้อเท็จจริงในคดีแพ่งนั้น ข้อนี้คำพิพากษาคดีอาญาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นแห่งคดีแล้วว่า โจทก์ไม่มีพยานมาสืบให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยที่ ๑ กระทำตามที่โจทก์ฟ้อง ถือได้ว่าศาลได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่า จำเลยที่ ๑ กระทำการโดยประมาทหรือไม่ไว้แน่นอนแล้ว จะฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้ให้ชัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาหาได้ไม่ เทียบตามคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๗๔/๒๕๑๒ (ประชุมใหญ่) ระหว่างนายหมาด ทำศรี โจทก์ นางหร่อน๊ะ มัสการ จำเลย เมื่อคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดต่อผู้ตาย ไม่มีความรับผิดต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๒ และจำเลยร่วมซึ่งโจกท์อ้างว่าเป็นนายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 276/2520 นางอนงค์ จันทร์สฤษดิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน โจทก์ นายประเสริฐ อภิรมยานนท์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ล. สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางอนงค์ จันทร์สฤษดิ์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน · ล. - นายประเสริฐ อภิรมยานนท์ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน · จำเลยร่วม - สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กุศล บุญยืน · ชุ่ม สุนทรชัย · ไพโรจน์ ไวกาสี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสมชาย ศรีวัฒนพงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสุวัฒน์ รัตรสาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9026/2553ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8080/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1000/2505ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 11720/2555ฎีกา 307/2513ฎีกา 713/2512ฎีกา 533/2521ฎีกา 4484/2536ฎีกา 226/2532ฎีกา 1813/2531ฎีกา 1003/2521ฎีกา 2404/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา